เปิดรับตัวละครอยู่ / About EBF // ระบบต่างๆ Happy valentine
 
บ้านบ้าน  PortalPortal  CalendarCalendar  ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ค้นหาค้นหา  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)  

Share | 
 

 [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
rparinFYZ
ฟอร์เมน
ฟอร์เมน
avatar

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 02/11/2013
ที่อยู่ : No.7's cockpit

Player Information
Total Character(s): 2
Main: Air Force

ตั้งหัวข้อเรื่อง: [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023   Mon Mar 31, 2014 10:46 pm

ยุคที่ไป : สเปน ยุคล่าอาณานิคม
จำนวนเวลาที่หายไป : ประมาณ1ปี (11เดือน17วัน)
หมายเลขทหาร : #3023
ชื่อตัวละคร : Kanon Elegante


*ขออนุญาตตัดตอนเป็นช่วงๆเพราะมันยาว*

---------------------------------------------------








?



ถึงจะรู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งผิดปกติ แต่สุดท้ายก็ฝืนลืมตาขึ้นมาจนได้

เพื่อจะพบกับเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นตา

เสียงการทำงานของเครื่องมือที่ไม่คุ้นหู

รวมถึงเสียงเอะอะโวยวายของใครหลายคนที่เธอมั่นใจว่าไม่รู้จัก หากสำเนียงนั้นกลับเป็นภาษาเอชลิคที่คุ้นเคย


“หมอคะ คนไข้ได้สติแล้วค่ะ”


เอ๊ะ


จะยกมือขึ้นมาขยี้ตาแต่หัวไหล่กลับเจ็บแปลบ มืออีกข้างก็มีอุปกรณ์อะไรบางอย่างติดอยู่จนขยับไม่สะดวก ท่ามกลางความสับสนในนาทีนั้นเธอหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะเปิดมันเพื่อมองรอบตัวอีกครั้ง

อ้อ  คราทอส


หลังจากเกือบหนึ่งปีผ่านไป เธอก็ได้กลับบ้านที่รู้จักมาชั่วชีวิตเสียที



*******************************************



วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ศักราชคราทอสที่ 1028
หนึ่งวันหลังจากสิ้นสุดสงคราม


ร่างสูงโปร่งของนาวาอากาศโทเร่งก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆในป่า

มัลวอร์มล่มแล้ว บัดนี้ทุกอย่างสิ้นสุด ทัพหลวงคือผู้มีสิทธิ์ขาดในการปักธงเหนืออิกดราซิลนับแต่บัดนี้ไป เธอรู้ดี แต่ในใจลึกๆก็ยังคงยอมรับมันไม่ได้
หากในวันนั้นทัพอากาศไม่ได้พลาดท่าให้แก่พระเพลิงที่เผาผลาญมัลวอร์ม พวกเธอจะต้องชนะ

หญิงสาวที่ยังยอมรับความจริงไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้นั้นซ้ำไปซ้ำมาอย่างดื้อดึงในขณะที่เร่งฝีเท้า จุดรวมพลของทัพอากาศที่ได้รับการนัดหมายตั้งแต่เมื่อคืนคงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว แม้จะไม่แน่ใจนักแต่คาน่อนก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเช็คแผนที่คร่าวๆจากกระดาษที่กำไว้ในมือจนยับย่น ดีที่นาฬิกาข้อมือที่สวมใส่มีเข็มทิศเล็กๆอยู่ในมือเพราะหากไม่ได้มันเธอคงหลงป่า

แอร์คอร์สีน้ำเงินขาวที่เป็นของคู่กายดับสนิทตั้งแต่เมื่อคืน โชคยังดีที่มันยังทำหน้าที่แจ้งข่าวการสิ้นสุดของสงครามให้เธอรู้ได้ก่อนจะพลีชีพในหน้าที่ ไม่เช่นนั้นหญิงสาวก็คงซุ่มซ่อนในเงามืดของป่าลึกโดยไม่รู้เรื่องราวต่อไป

“แย่ชะมัด”

เธอบ่นกับตัวเองเบาๆก่อนจะยกแขนเสื้อที่ชื้นด้วยละอองฝนที่ตกพรำๆมาตั้งแต่เช้ามืดขึ้นเช็ดหน้า ในใจก็อดนึกถึงเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มที่หายไประหว่างตะลีตะลานหลบเข้าที่กำบังหลังจากได้รับการแจ้งเตือนปืนใหญ่เมื่อหลายวันก่อนไม่ได้ บัดนี้เครื่องแบบทัพอากาศที่ใส่อยู่ชื้นเสียจนเปลี่ยนสีเข้มขึ้นและเริ่มแนบตัว อากาศเย็นเยือกทำให้ไหล่ตกลู่และต้องกอดตัวเองไว้แน่นก่อนเสียงแกร๊กของพุ่มไม้ข้างหน้าทำให้เธอหยุดชะงัก ดวงตาสีเหลืองอ่อนจ้องเขม็งไปข้างหน้าอย่างหวาดระแวง

สองมือที่ถือปืนลูกซองเกร็งแน่น หัวใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดโผล่ออกมา

เสียงพุ่มไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดกระทบกันอย่างน่าสงสัย หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นจึงเริ่มก้าวไปถอยหลังช้าๆ หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว ก่อนที่มันจะโยกเอนอย่างแรงพร้อมเสียงคำรามที่ดังมาเข้าหูถนัด ทันใดนั้นเงาร่างที่เหมือนกับหมาป่าตัวใหญ่ยักษ์ก็กระโจนออกมาจากหลังพุ่มไม้

เพียงเท่านั้นนาวาอากาศโทก็ถอยหนี เธอสลัดเป้ที่เกะกะขวางไหล่ออกก่อนจะหันปากกระบอกปืนใส่เป้าหมายและลั่นไกจากระดับเอวโดยไม่รอให้อีกฝ่ายโผล่มาทั้งตัว ต่อด้วยกระชากลูกเลื่อนเพื่อดีดปลอกกระสุนทิ้งและลั่นไกซ้ำใส่อีกนัดจนหมาป่าตัวนั้นร้องเสียงลั่น

ร่างใหญ่ของหมาป่าที่เลือดโซมกายหันมาจ้องผู้ประทุษร้ายด้วยแววตาแดงฉาน มันแยกเขี้ยวขู่ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย หญิงสาวใจหายวาบด้วยรู้ว่ามันกำลังจะกระโจนเข้าใส่ เธอจึงรีบดีดปลอกกระสุนแล้วยิงมันอีกนัด หากหมาป่าตัวนั้นก็ดูเหมือนว่าลืมสิ้นซึ่งความเจ็บปวดเสียแล้ว

สิ่งสุดท้ายที่คาน่อนเห็นคือปากแดงอ้ากว้างที่กำลังพุ่งเข้าใส่ เธอยิงสวนไปเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหลับหูหลับตายกปืนขึ้นกันไม่ให้คมเขี้ยวอีกฝ่ายสัมผัสถูกตัว

หากหลังจากนั้นสิ่งที่เธอรู้สึกไม่ใช่แรงกัดและคมเขี้ยว แต่เป็นแรงดึงดูดของอะไรบางอย่าง

“กรี๊ดดดด!!!”

เสียงกรีดร้องของเธอที่ควรจะดังก้องไปในราวป่ากลับกลายเป็นเงียบกริบ นายทหารที่ตามหลังมาในเส้นทางเดียวกันพบเพียงซากหมาป่าที่นอนตาย เป้สนามและปืนลูกซองเปื้อนเลือดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงเสียงร่ำลือถึงนาวาอากาศโทหญิงนายหนึ่งที่หายตัวไปอย่างไม่ทราบชะตากรรม






*******************************************

_________________
#3023 Kanon Elegante, Wing Cdr.
Klavier Elegante, Merchant Guild
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
rparinFYZ
ฟอร์เมน
ฟอร์เมน
avatar

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 02/11/2013
ที่อยู่ : No.7's cockpit

Player Information
Total Character(s): 2
Main: Air Force

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023   Mon Mar 31, 2014 11:48 pm

สิ่งที่คาน่อนสัมผัสได้ในความมืดที่น่าเวียนหัวนั้นมีเพียงการหกคะเมนตีลังกาและแรงอัดอากาศ  เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเหวี่ยงไปรอบๆด้วยแรงGเหมือนยามบินกับนัมเบอร์เซเว่นด้วยความเร็วสูง ก่อนที่เสี้ยววินาทีต่อมารอบกายจะถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างจ้า ร่างโปร่งพลิกตัววูบกลางอากาศจะตกลงไปบนอะไรบางอย่าง

โครม!!



“อูย อะไรกันเนี่ย”

หญิงสาวบ่นเสียงอู้อี้ในขณะที่พยายามขยับตัวออกจากกองเศษซากของอะไรบางอย่างที่มีส่วนแหลมส่วนคมและเศษเล็กๆน้อยๆติดเต็มเสื้อผ้า แสงจ้าที่พุ่งกระทบดวงดาในคราวแรกทำให้ต้องหลับตาหนี แต่สุดท้ายก็ต้องฝืนใจลืมตามองไปรอบตัว ก่อนจะพบว่าในขณะนี้เธอได้มาอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองไม่เคยรู้จักมาก่อน

สิ่งแรกที่เห็นหลังจากเริ่มปรับสายตาได้คือท้องฟ้าสีสดที่อยู่เหนือหัวขึ้นไปสูงลิบ ต่ำลงมาคือสิ่งที่คล้ายกับเพดานไม้ที่ทะลุเป็นรูโบ๋ สิ่งที่เคยอยู่บ้างบนก่อนหน้านั้นคงกองอยู่ใต้ตัวเธอในตอนนี้ไม่ผิดแน่ หญิงสาวกะพริบตาปริบอย่างงงงัน ความประหลาดใจนั้นทำให้เธอค่อยๆยันตัวขึ้นมามองรอบๆ แต่กองไม้ที่อยู่ข้างใต้กลับลั่นเปรี๊ยะและเอียงไปทางหนึ่ง ร่างของนาวาอากาศโทผู้ไม่ทันระวังตัวก็เอียงวูบ กลิ้งโค่โล่และลื่นไถลไปไปตามทางลาด ก่อนจะไปหยุดลงที่ข้างกองเศษไม้อีกกองหนึ่ง

“โอ๊ย”

คาน่อนอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่ออะไรบางอย่างทิ่มผ่านผิวเนื้อที่แขนซ้าย ชั่วพริบตาเดียวเลือดก็ไหลออกมาเป็นทาง หญิงสาวดึงแขนกลับมาหาตัวก่อนจะพบว่าสิ่งที่เสียบแขนเธอเข้ามาเต็มรักนั้นเป็นแท่งไม้คมๆ ที่ทิ้งเศษเล็กๆติดในแผลที่ถูกบาดเต็มไปหมด ร่างโปร่งพยายามยันตัวลุกขึ้นอีกครั้งหากคราวนี้ใช้ความระมัดระวังมากกว่าเดิม ครู่เดียวก็พาร่างตัวเองลุกออกมาจากกองไม้ระเกะระกะได้สำเร็จ ทว่าเมื่อกลับมายืนบนสองขาของตัวเองคาน่อนก็รู้สึกวิงเวียนเหมือนโลกเอียงวูบ เธอค่อยๆประคองตัวเดินไปพิงกำแพงตรงหน้า คิดในใจว่าอาจเป็นผลมาจากกลิ่นของเลือดก็เป็นได้

แต่ความรู้สึกต่อมาที่คลับคล้ายคลับคลากับการยืนบนพื้นที่ไม่มั่นคงทำให้เธอสะดุดใจกับอะไรบางอย่าง สุดท้ายแล้วคาน่อนจึงค่อยๆเดินเลาะกำแพงตรงไปยังหน้าต่างสี่เหลี่ยมบานแคบที่อยู่ห่างไปไม่มาก ด้วยนึกสงสัยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่

ทันทีที่เห็นสิ่งที่ปรากฎตรงหน้า หญิงสาวก็ถึงกับอ้าปากค้าง

“ทะเล!?!”

นัยน์ตาสีเหลืองอ่อนจับจ้องสีฟ้าสดของท้องฟ้าปลายฤดูหนาวที่แทบไร้ซึ่งก้อนเมฆตัดกับน้ำทะเลสีครามที่ทอประกายระยิบระยับล้อแสงแดดเบื้องล่างด้วยความตกตะลึง กลิ่นเกลือและไอทะเลที่สอดแทรกผ่านกลิ่นเลือดมาแตะจมูกนั้นยิ่งเป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดี ที่นี่คือบนเรือ ไม่ใช่มัลวอร์มที่เธอยืนอยู่เมื่อหลายนาทีก่อน และมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ใช่แม้แต่เป็นน่านน้ำใดน่านน้ำหนึ่งของแผ่นดินคราทอส

‘มิติเวทแปรปรวน’

เธอรู้จักและเคยได้ยินเรื่องของมันมาบ้าง หากไม่คิดว่าสักวันจะต้องมาพบเจอกับมันเข้าด้วยตัวเอง

แม้อาจไม่ใช่หลุมมิติที่เกิดขึ้นตามการพยากรณ์ประจำเดือน แต่หญิงสาวแน่ใจว่าเธอคิดไม่ผิด เพราะไม่เช่นนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าจะหานิยามใดมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เธอพบเจอในยามนี้ได้อีกแล้ว

ยังไม่ทันที่คาน่อนจะได้ทันสำรวจอะไรไปมากกว่านั้น หรือแม้แต่จะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองควรรีบทำแผลเสียก่อน หูก็แว่วเสียงครางเบาๆของมนุษย์มาจากส่วนลึกข้างในของห้องที่เธอยืนอยู่ หญิงสาวหันขวับไปมองอย่างตกใจด้วยไม่คาดคิดว่าในห้องที่พังพินาศขนาดนี้จะยังมีใครบางคนหลงเหลืออยู่ข้างในนั้นด้วย มือที่ยกขึ้นมาใช้ห้ามเลือดเมื่อครู่เลื่อนไปแตะปืนในซองโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อเธอคิดถึงสภาพที่ไม่รู้จะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานเท่าไหร่แล้วจึงลดมือลงมาดึงมีดเดินป่าที่เหน็บกับท่อนขาออกมาแทน

หญิงสาวค่อยๆเดินย่องกริบเข้าไปหาต้นเสียงที่บัดนี้เงียบลงอีกครั้ง คงเหลือเพียงเสียงขลุกขลักเบาๆลดออกมาพร้อมลมหายใจ คาน่อนก้มตัวลงมองไปตามช่องของเศษไม้อยู่ครู่หนึ่งจึงจะเห็นเขา

ชายหนุ่มตัวผอมบางนอนนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่งใต้กองไม้ บนศรีษะมีรอยเลือดหนืดๆที่คาดว่าเพิ่งหยุดไหลได้เพียงไม่นานเกาะกรังกับเส้นผมสีแดงเข้ม ดวงตาของเขาปิดสนิท สีหน้าซีดขาวราวกับทรมานอะไรบางอย่าง เสียงลมหายใจขัดๆที่ได้ยินในตอนแรกนั้นบัดนี้เบาหวิว ส่วนหน้าอกก็ขยับขึ้นลงอย่างช้าๆจนแทบสังเกตุไม่เห็น

“นี่”

คาน่อนตัดสินใจส่งเสียงเรียกออกไป แม้จะไม่มั่นใจว่าเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่ก็ตามที

“นี่ คุณ ได้ยินรึเปล่า”

มือเรียวเขย่าตัวชายหนุ่มผู้นั้นเบาๆ ครู่ใหญ่ก่อนที่ชายหนุ่มผมสีแดงเข้มคนนั้นจะลืมตาขึ้น หากดวงตาของเขาขุ่นมัว แววตาก็เลื่อนลอยและมองตรงขึ้นไปข้างหน้าแต่เพียงอย่างเดียว

นั่น…..ใคร?

ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยเสียงตะกุกตะกักแหบพร่า แต่ละคำนั้นหลุดลอดออกจากปากมาอย่างยากลำบาก สีหน้าบิดเบี้ยวอย่างทรมาน

“เอ๊ะ คุณว่าไงนะ” คาน่อนขมวดคิ้วกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด มันฟังดูคุ้นหูก็ใช่ แต่จะว่าแปร่งๆก็ไม่เชิง เธอตั้งท่าจะถามเขาอีกครั้งหากชายหนุ่มก็ถอนหายใจแล้วเริ่มพูดอะไรบางอย่างด้วยเสียงเบาเหมือนกำลังเพ้อออกมา มือข้างที่ไม่ได้ติดอยู่ใต้กองไม้ล้วงเข้าไปใต้เสื้ออย่างยากเย็นก่อนพยายามดึงอะไรบางอย่างออกมาส่งให้หญิงสาวที่ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น

“เอ๋?”

คาน่อนอุทาน แต่จู่ๆอีกฝ่ายก็กลับพูดด้วยน้ำเสียงรัวเร็วหากขาดเป็นห้วงๆตามจังหวะการหายใจ มือซึ่งถือถุงหนังเก่าคร่ำคร่าที่หยิบจากอกเสื้อมาเมื่อครู่พยายามยัดเยียดมันมาทางเธอ ใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นกลายเป็นสีขาว แม้คาน่อนจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ก็รับสิ่งนั้นมาถือไว้ในที่สุด และนั่นทำให้ชายหนุ่มหยุดดิ้นรนและยิ้มอย่างพอใจ เขาหลับตาทิ้งแขนลงไปกับพื้นอย่างดื้อๆ หญิงสาวขยับปากจะเอ่ยคำถามแต่แล้วก็ต้องตกตะลึง เมื่อชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ก่อนที่ร่างนั้นจะหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งลมหายใจอีกต่อไป

หญิงสาวหน้าซีดลงทันใด ไม่ใช่เพราะไม่เคยเห็นการตายต่อหน้ามาก่อน เธอเป็นทหาร เธอรู้จักมันดี หากสิ่งที่ทำให้เธอตกใจคือการที่ไม่รู้ว่าตัวเองรับฝากสิ่งใดมาจากชายหนุ่มกันแน่ เธอคลี่ถุงหนังนั้นออกดูก่อนจะพบสิ่งที่ดูเหมือนเหรียญทองแดงเก่าๆที่ถูกเจาะเป็นรู ร้อยอยู่กับเชือกหนังขาดๆที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใน ตัวอักษรจางๆที่ประทับอยู่บนเหรียญนั้นถูกเขียนด้วยภาษาที่เธอไม่รู้จัก

หญิงสาวไม่มีเวลาพิจารณามันไปมากกว่านั้น เพราะจู่ๆที่ไหนสักแห่งภายนอกก็มีเสียงร้องอย่างสิ้นหวังดังขึ้น คาน่อนม้วนกระดาษชิ้นนั้นเก็บลงถุงและยัดมันใส่ลงไปในกระเป๋าคาดเอวใบใหญ่ที่ยังคงติดตัวอยู่อย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้นเดินหลบเศษกองไม้ไปยังประตูแคบๆที่ห่างออกไปอีกด้าน ร่างสูงโปร่งยืนหลบอยู่ข้างประตูซึ่งคล้ายบานกันฝนที่บานพับชำรุดและมีเศษไม้ขัดอยู่จนเปิดไม่ออก ก่อนจะค่อยๆโผล่หน้าออกไปมองทีละน้อย

ข้างนอกนั้นคือดาดฟ้าเรือที่ดูเหมือนเพิ่งประสบกับภัยธรรมชาติชนิดร้ายแรงมากมาหมาดๆ เสากระโดงเรือต้นหน้าสุดถึงกับหักหายไป ส่วนเสาหลักกลางลำเรือก็เสียหายนั้นก็มีสภาพที่ไม่อาจใช้งานได้อีก เชือกโยงใบเรือขาดรุ่งริ่ง ตัวใบเรือที่แหว่งวิ่นเองก็หลุดหล่นลงมากองบนดาดฟ้าเรือจนเกือบหมด

ที่น่าเศร้าคือเหล่าลูกเรือของเรือลำนี้หลายต่อหลายคน--หากจะพูดให้ถูก--หลายต่อหลายร่างที่นอนกองอยู่ตามมุมต่างๆ เพียงเท่าที่เห็นนั้นเธอก็มั่นใจว่าพวกเขาคงหมดลมหายใจไปแล้วเป็นแน่

ห่างไปไกลๆที่หัวเรือ ชายสองสามคนที่ยืนเกาะกราบเรือด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนนั้นกำลังตะโกนพูดกันเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง คาน่อนขมวดคิ้ว ด้วยสิ่งที่เธอได้ยินนั้นมีสำเนียงการพูดไม่ต่างไปจากที่เธอเพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่



ภาษาเอชลิค?

หรือไม่ใช่?


ภาษานี้มันอะไรกัน แม้จะคล้ายเอชลิคหากสำเนียงฟังยากยิ่งกว่าเอชลิคที่พูดโดยผู้ไม่ได้ใช้เป็นภาษาแม่ แต่กระนั้นถึงจะหยาบห้วนและเจือมาด้วยกระแสเสียงสิ้นหวัง ทว่าก็ยังมีท่วงทำนองคุ้นหู

ระหว่างที่คาน่อนพยายามจับใจความในสิ่งที่คนเหล่านั้นพูด ชายคนหนึ่งในนั้นยกมือชี้ไปยังขอบฟ้าเบื้องหน้า หญิงสาวหรี่ตามองตามทิศทางนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเห็นว่านั่นเป็นเรืออีกลำที่คำลังมุ่งหน้าตรงมาทางนี้ และประหลาดใจมากขึ้นเมื่อชายอีกคนที่หัวเรือคุกเข่าลงกับพื้นและส่งเสียงร้องแสดงถึงความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ

เรือลำนั้นมีอะไรที่น่ากลัวอยู่อย่างนั้นหรือ?

ชายคนที่ดูอายุน้อยที่สุดหน้าซีดเผือด วิ่งกลับมาทางห้องเคบินที่เธอซ่อนตัวอยู่ หญิงสาวหลบวูบเข้ามาในเงาของห้อง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายตะกุยตะกายพยายามลงไปทางช่องบันไดที่อยู่เยื้องลงไปเธอจึงยื่นหน้าออกมาอีกครั้ง

ต้องมีเหตุอะไรสักอย่างที่ทำให้ชายคนเมื่อครู่หวาดกลัวถึงขนาดนั้นเป็นแน่ เรือลำที่กำลังมุ่งตรงมาอาจเป็นฝ่ายปรปักษ์ หากไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดูจากสภาพแล้วเธอก็ไม่สามารถอยู่ในเรือพังๆลำนี้ต่อไปได้แน่



คาน่อนเดินสำรวจไปมาภายในห้องพลางใช้ความคิดอย่างรวดเร็วถึงวิธีที่จะออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยและไม่มีข้อสงสัย เพราะแน่นอน เธอไม่สามารถอธิบายกับใครได้ถึงรูปลักษณ์และการมีอยู่ของตัวเองในลักษณะนี้ได้แน่ ผู้ที่ได้ฟังความจริงจากปากอาจฆ่าเธอเสียด้วยข้อหาวิกลจริต ไม่ก็ข้อหาเป็นแม่มด

เธอพบว่าหลังชั้นหนังสือว่างเปล่าที่เอียงกระเท่เร่ในห้องนั้นมีประตูซ่อนอยู่อีกบานหนึ่ง ด้วยความพยายามสุดชีวิตคาน่อนจึงเคลื่อนย้ายมันออกมาให้พ้นจากประตูได้สำเร็จ สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือห้องเคบินใหญ่ที่ครั้งหนึ่งคงเคยถูกตกแต่งอย่างสะดวกสบายและสวยงาม หากบัดนี้ทุกสิ่งต่างกระจัดกระจายระเนระนาด คราบน้ำและความชื้นที่ปรากฏให้เห็นอยู่เป็นหย่อมๆนั้นยังไม่แห้งสนิทดีเสียด้วยซ้ำ หน้าต่างกรุกระจกท้ายเรือเหลือเพียงกรอบว่าง สิ่งที่ทอดไกลออกไปทางด้านหลังคือทะเลสีครามไกลโพ้น หญิงสาวมองไปรอบๆห้องที่พังพินาศจนไม่เหลือเค้าเดิม พลางคาดเดาว่ามันคงเคยถูกใช้เป็นห้องกัปตันหรือห้องรับรองอะไรบางอย่างเป็นแน่

และทันใดนั้นหญิงสาวก็คิดออกว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

ทางออกที่ในสมองน้อยๆพบหลังจากคิดอยู่หลายตลบมีอยู่ทางเดียว...ง่าย หากก็เป็นการเสี่ยงดวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

คาน่อนเดินกลับไปที่ห้องที่เธออยู่ในตอนแรกอย่างระมัดระวัง หญิงสาวเดินตรงไปที่ร่างผอมที่เริ่มเย็นชืดใต้กองไม้ก่อนจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะดึงร่างนั้นออกมา ซึ่งกว่าจะสำเร็จก็ทำให้เสื้อผ้าที่ติดร่างนั้นโดยเฉพาะเสื้อคลุมขาดเป็นวิ่น คาน่อนลากร่างนั้นไปที่เคบินกัปตันพร้อมกับเก็บความสงสัยเกี่ยวกับน้ำหนักของร่างที่เบากว่าที่คิดไว้ในใจ

หญิงสาวใช้เวลาทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มลงมือถอดชุดจากร่างผู้ตายกองไว้ทางหนึ่ง ก่อนที่สุดท้ายจะลากร่างที่เหลือเพียงแค่ชั้นในของอีกฝ่ายไปพาดไว้ที่หน้าต่างท้ายเรือ

“ขอโทษด้วยนะที่ต้องทำแบบนี้ ขอโทษจริงๆ”

เธอพึมพำเบาๆก่อนจะผลักให้ร่างนั้นตกลงไปจากกรอบหน้าต่างและหันหลังกลับ ทั้งยังยกมือปิดหูไม่รับฟังเสียงน้ำแตกกระจายที่เบื้องล่าง

จากนั้นเมื่อเทของจากถุงทะเลเปียกแฉะที่พบในห้องทิ้งไปแล้วเธอก็เริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้า เครื่องแบบทัพอากาศสีแดงสดและอุปกรณ์อื่นถูกม้วนเก็บอย่างดียัดไว้ในถุงทะเลใบนั้น ส่วนกระเป๋าคาดเอว เธอเอามันมาใช้แทนเข็มขัด ก่อนจะพันทับด้วยผ้าคาดเอวที่ติดกายเจ้าของชุดมาตั้งแต่ต้น ไม่นานจากนาวาอากาศโทสาวในชุดแดงก็กลายเป็นชุดเสื้อกางเกงสีน้ำตาลโทรมๆ บูทหนังสูงใต้เข่ารูปทรงแปลก และเสื้อคลุมเก่าคร่ำคร่าสีกรมท่าหมองๆอีกตัวหนึ่ง

ทุกอย่างเกือบจะเรียบร้อย หากคาน่อนก็ยังจับผมตัวเองก่อนจะลังเลอยู่ชั่วอึดใจ

ตัดหรือไม่ตัด

เธอยืนนิ่งแบบนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดึงมีดที่ซ่อนไว้ข้างเอวออกมา หงายด้านคมและรองไว้ใต้ผม เธอหลับตา กลั้นหายใจ ก่อนที่ครู่ต่อมาเธอจะยัดมีดกลับลงไปที่เดิม

เธอตัดมันไม่ได้จริงๆ

เฟี้ยว-----ตูม!!

เสียงที่คล้ายกระสุนปืนใหญ่ดังก้องแหวกอากาศก่อนจะตกลงในน้ำเสียงดังสนั่นทำเอาหญิงสาวสะดุ้งเฮือก เธอใช้เวลามากเกินไปกับการปลอมตัวไปแล้ว ไม่มีเวลาจะเสียให้กับความลังเลอีกต่อไป คิดได้เช่นนั้นคาน่อนจึงรีบใช้เชือกมัดผมที่ม้วนตลบขึนมาอย่างลวกๆจนกลายเป็นผมหนาที่ยาวประบ่า คาดทับอีกชั้นด้วยผ้าผืนยาวมอซอที่ตกอยู่ในห้อง  เหมือนผ่านกลายเป็นคนเรือหนุ่มน้อยท่าทางทะมัดทะแมงไปในที่สุด เธอตบท้ายด้วยการกอบเอาเศษไม้ชิ้นเล็กโรยใส่หัวและตัวเพื่อให้ดูมอมแมมเหมือนโดนเหวี่ยงไปมาในห้องที่เต็มไปด้วยซากพังๆห้องนี้



กลุ่มคนที่เฮละโลลงมาในเรือนั้นส่งเสียงตะโกนไปมาหากันด้วยน้ำเสียงสูงต่ำแปลกหู ลูกเรือผิวเข้มคร้ามแดดหาทางลงไปที่ช่องบันไดก่อนจะจับตัวผู้รอดชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ข้างใต้ขึ้นมาโยนที่ดาดฟ้าที่ละคนสองคน พร้อมกับลำเลียงหีบลังที่อาจเป็นสินค้าหรืออาหารที่ถูกบรรทุกมาในเรือลำนี้และไม่ได้รับความเสียหายพร้อมกับเรือขึ้นมาด้วย

เมื่อได้ยินเสียงของคนที่พยายามเอาเศษซากใบเรือที่ขวางประตูอยู่ออก คาน่อนจึงได้แต่ซุกตัวเข้าไปในกองไม้และแสร้งทำท่าว่าหวาดกลัวสุดขีดเมื่อคนเหล่านั้นเข้ามาในห้องได้ หญิงสาวถูกจับโยนออกไปที่ดาดฟ้ารวมกับคนอื่นๆ ในมือยังคงกอดถุงทะเลเอาไว้แน่น

แม้สายตาของผู้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันจะมองเธอด้วยสีหน้าเหมือนเห็นผี หากคาน่อนยังแกล้งทำเป็นหวาดกลัวต่อไปในขณะที่ใช้สายตามองสำรวจไปรอบๆอย่างรวดเร็ว เรือลำที่เธอโดยสารอยู่นี้ได้รับความเสียหายมากกว่าที่คิด ราวกั้นบนกราบเรือด้านหนึ่งหลุดหายไปทั้งแถบ อีกฝั่งก็บุบหักเข้ามาเหมือนกับถูกชนด้วยอะไรบางอย่างที่มีขนาดพอๆกัน ตัวเรือที่ทำด้วยไม้นี้ถึงจะไม่ได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีกแต่ก็อาจอัปปางลงเมื่อใดก็ได้ คิดแล้วก็ช่างโชคดีที่คนกลุ่มนั้นนำเรือมาที่นี่ แม้ว่าอาจจะไม่ได้มาดีก็ตาม

เสียงแหลมๆตะโกนข้ามมาจากเรือลำใหญ่ที่อยู่อีกฝั่งเรียกความสนใจจากชายร่างสูงเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอมเทาที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนที่มาทีหลังนี้ เขาส่งเสียงตอบโต้กลับไปอย่างหงุดหงิด หญิงสาวหันกลับไปมองตามเสียงก็เห็นชายหนุ่มร่างเล็กที่เกาะเชือกยืนอยู่บนกราบเรือกำลังส่งเสียงพูดกลั้วหัวเราะกลับมาให้

ชายหนุ่มผู้นั้นฟังข้อความจากอีกฝ่ายก็ทำหน้าหงุดหงิดเสียเต็มประดา เขาถอนหายใจเฮือกก่อนจะหันกลับมายังกลุ่มผู้เหลือรอด มือหนายกดาบปลายแหลมชี้หน้าทีละคนพร้อมกับเริ่มพูดด้วยสำเนียงปร่าแปร่ง

“เห็นแก่พระเจ้าหรอกนะ วันนี้ข้าถึงจะไว้ชีวิตพวกแก หากใครจะยอมภักดีทำงานให้ข้า ข้าก็จะพากลับไปด้วย ใครที่ไม่ทำ ข้าก็จะให้เกียรติโดยการจมแกไปกับเรือลำนี้ซะ”

เขากวาดตามองไปรอบๆกลุ่มผู้รอดชีวิตที่กำลังหัวหด “เอาไง เลือกมา!”

“ข้าไม่เอาโว้ย!!” ชายหัวล้านคนที่เธอเห็นบนดาดฟ้าเรือในตอนแรกตะโกนออกมาสุดเสียง ดวงตาเบิกโพลงพลางชักมีดเล่มโตพุ่งเข้าใส่คนตรงหน้าด้วยหมายเอาชีวิต หากไม่ทันเข้าสู่ระยะมีด ชายหนุ่มผู้ใช้ดาบยาวก็กลับก้าวเข้าประชิดแล้วเสียบดาบเข้ากลางอกอีกฝ่ายเต็มรัก

ทุกคนที่มองเหตุการณ์นั้นอยู่ต่างส่งเสียงฮือฮา หากเมื่อชายหนุ่มถีบร่างอีกฝ่ายให้ผงะหงายออกจากคมดาบล้มลงกับพื้นและส่งเสียงตะโกนก้อง ทุกสรรพเสียงก็เงียบกริบในทันใด

“ก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะตายอย่างไอ้โง่นี่ หรือไปกับข้า เลือกเอา”

คาน่อนได้แต่กระพริบตาปริบมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายนั้นพูดเอาเสียเลย หากเมื่อคาดเดาจากท่าทางของคนรอบข้างที่ค่อยๆทยอยลุกขึ้นไปทีละคนสองคนแล้วเธอจึงตัดสินใจลุกเดินตามไปด้วย



ทันทีที่ก้าวผ่านไม้กระดานที่พาดข้ามเรือทั้งสองลำมาได้ หญิงสาวก็รู้สึกเหมือนตัวเองตกเข้ามาในโลกใหม่อีกใบที่อื้ออึงไปด้วยเสียงพูดคุยและโห่ฮาป่า เธอถูกต้อนเข้าไปรวมกับคนจากเรือลำเดียวกันที่ข้ามฟากมาก่อนหน้า ต่างคนต่างหันซ้ายหันขวาเลิกลั่กมองไปรอบๆอย่างไม่รู้ชะตากรรม
เมื่อหีบลังชุดสุดท้ายถูกขนลงเรือและไม้กระดานถูกชักกลับคืน เสียงต้นเรือตะโกนสั่งถอนสมอและกางใบแล่นจากมา ในยามนี้แทบทุกคนต่างพากันขึ้นมามุงดูเหล่าคนมาใหม่บนดาดฟ้าด้วยความสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ชายหนุ่มร่างเล็กที่เธอเห็นอยู่บนบันไดลิงเมื่อครู่บัดนี้กลับลงมาเดินอาดๆอยู่เบื่้องหน้ากลุ่มคนที่นั่งจ๋องอยู่บนพื้นดาดฟ้า ในขณะที่เขาใช้ดวงตาสีเขียวของตัวเองสอดส่องคนทั้งหมดอย่างสำรวจตรวจตรา ปากก็ยังส่งเสียงพูดคุยกับชายหนุ่มร่างสูงคนเดิมไปด้วย ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอมเทาคนนั้นที่บัดนี้เธอรู้แล้วว่าเขาชื่อดาบิด(เพราะชายหนุ่มตัวเล็กเอาแต่เรียกชื่อเขาไม่ยอมหยุดจนอีกฝ่ายเริ่มโมโห)ทำหน้าไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินหนีและตะโกนกลับมาด้วยคำว่าจะทำอะไรก็เชิญ

ทันทีที่ได้ยินคำนั้นอีกฝ่ายก็ยิ้มร่าก่อนจะพาตัวเองเดินมามองหน้าเหล่าลูกเรือน้องใหม่ทีละคน หากสีหน้าเปื้อนยิ้มนั้นไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา กระทั่งมาหยุดตรงหน้าหญิงสาวที่ถูกรุนหลังออกมายืนในแถวเป็นคนสุดท้าย

นัยน์ตาสีเขียวใต้เงาหมวกของคนตรงหน้าจับจ้องมาอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จู่ๆชายหนุ่มตรงหน้าจะยกมือขึ้นมาแตะรอยแผลเป็นจางๆใต้ดวงตาข้างขวา คาน่อนใจหายวูบ เธอสะดุ้งเฮือกผงะถอยหลังหนีการสัมผัส หากมือข้างนั้นก็เลื่อนลงตะปปหมับที่ข้อมือและจับมันชูขึ้นฟ้า

“ดาบิด หมอนี่ให้ข้าได้ป่ะ หน่วยก้านมันดีจะเอาไว้เป็นผู้ช่วย”

ชายร่างสูงหันกลับมามองอย่างประหลาดใจ

“ผอมเป็นก้างขนาดนั้นจะไหวเหรอวะโรนี่”

“เออ ดีกว่าเอาไปช่วยงานใช้แรงอย่างอื่นก็แล้วกัน”

“งั้นก็ตามใจแก”

สิ้นคำเหล่าลูกเรือก็โห่ร้องเสียงดังในขณะที่คาน่อนยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก ชายหนุ่มคนนั้นตะโกนสั่งอะไรบางอย่างอีกสองสามประโยคก่อนจะลากแขนหญิงสาวถูลู่ถูกังตรงไปยังเคบินด้านใน

“แกชื่ออะไร”

จู่ๆอีกฝ่ายก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หญิงสาวจึงได้แต่ตอบไปด้วยคำอุทาน “หา?”

ชายหนุ่มจุ๊ปากอย่างขัดใจ

“ชื่อน่ะชื่อ สติสตังกลับเข้าตัวได้แล้วมั้ง”

“เอ่อ….” คาน่อนกระพริบตาปริบเมื่อ(คิดว่า)ฟังอีกฝ่ายเข้าใจ ในหัวไล่นึกหาชื่อที่คิดว่าเหมาะอย่างรวดเร็วก่อนจะตอบออกมา “คีธ ชื่อคีธ”

อีกฝ่ายแค่นจมูกเมื่อได้ยินคำตอบ

“ข้าโรนี่ สำเนียงแกแย่ฉิบ คนที่ไหนวะเนี่ย”

ผู้มาจากต่างมิติไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายอย่างไรจึงได้แต่พูดสุ่ม “มาจากภาคเหนือน่ะ”

“หา? สก๊อตแลนด์เรอะ? คนสก๊อตแถวนี้ก็ไม่เห็นใครพูดจาฟังยากอย่างแกสักคน”

“ ‘โทษ”

ชายหนุ่มลากคาน่อนเข้ามาในห้องเล็กๆก่อนจะปิดประตูลงกลอนและหันกลับมาเผชิญหน้า มือชี้เปลผ้าใบสองอันที่แขวนเป็นสองชั้นซ้อนกันอยู่ริมผนังด้านหนึ่ง “อันบนของข้า  มันของข้าแต่แรกแล้วเพราะข้าไม่ชอบอันล่าง แกก็นอนอันล่างไปละกันนะ”

เขาพูดเร็วๆในขณะที่คาน่อนได้แต่มองตามและพยักหน้ารับแม้จะยังฟังไม่ค่อยเข้าใจ ซ้ำยังจ้องกลอนประตูที่อีกฝ่ายเพิ่งสับลงไปอย่างไม่ไว้วางใจเท่าไหร่นัก

ดวงตาสีเขียวคู่นั้นหันกลับมามองสำรวจคาน่อนทั้งตัวอีกครั้งก่อนจะบ่นเบาๆ “ความพยายามแกใช้ได้นะ แต่ไม่ผ่าน”

“หา??” เป็นครั้งที่สองที่คาน่อนต้องเอียงคออย่างงุนงงเมื่ออีกฝ่ายพูด หากเขาก็ยื่นมือออกมาดึงผ้าที่คาดอยู่บนศรีษะของเธอออก เชือกมัดผมที่แต่แรกก็ไม่ได้ตรวจสอบให้เรียบร้อยอะไรนักจึงคลายปมส่งให้ผมยาวสีแดงสว่างที่บัดนี้เปื้อนคราบฝุ่นคราบเขม่าจนขะมุกขะมอมทิ้งตัวตกลงมาตามธรรมชาติของมัน

“อ๋า ทำอะไร---”

คาน่อนร้องประท้วงก่อนจะยกปิดปากตัวเองแน่น ถุงทะเลที่ถือมาตลอดถูกปล่อยลงพื้นด้วยความตกใจ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง ถูกจับได้รึเนี่ย!?
หากคนตรงหน้ากลับส่ายหัวเบาๆ “อย่าทำเป็นกรี๊ดไปน่ะข้าขนลุก แค่จะบอกว่าถ้าผู้หญิงแบบแกจะอยู่บนเรือลำนี้ก็ทำตัวให้มันแนบเนียนหน่อย คนที่ทำแบบแกใช่ว่าข้าเคยเจอเป็นคนแรกซะเมื่อไหร่”

คาน่อนกระพริบตาปริบด้วยกำลังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาเป็นชุด

“คุณรู้?” เธอถามออกมาในที่สุด

“เออ ยิ่งกว่ารู้ซะอีก ยิ่งหัวแกสีแดงประหลาดกว่าชาวบ้านเขาก็ยิ่งจะจ้อง ถ้าตัดๆไปแต่แรกมันก็จบปัญหา แต่ที่ไม่ตัดเพราะว่าตัดไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”
หญิงสาวพยักหน้าตอบช้าๆหลังจากประมวลผลสิ่งที่อีกฝ่ายพูด หากก็ยังติดใจสงสัย “เหตุผลแค่นั้นน่ะเหรอ?”

“ในน่านน้ำนี้ไม่ได้มีนางสิงห์เพียงแค่ตัวเดียวหรอก”

โรนี่ตอบเนือยๆ หากเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังทำหน้าคาใจเช่นนั้นเขาก็ถอนหายใจ “โอเค ก็ได้”

เขาว่าก่อนจะถอดหมวกที่สวมหัวอยู่ตลอดเวลาออกมายื่นให้คาน่อนรับไปถือ ก่อนจะทำอะไรบางอย่างยุกยิกอยู่ที่ต้นคอตัวเองชั่วครู่ ก่อนที่อึดใจต่อมาผมหยักศกสีดำจะทิ้งตัวลงมาแผ่สยายเต็มแผ่นหลัง ทำเอาหญิงสาวที่จ้องมองอยู่ถึงกับอึ้งค้าง

“ข้าเองก็เลือกวิธีเดียวกันนั่นแหละ แค่แนบเนียนกว่าจนกระทั่งผู้หญิงด้วยกันแบบแกยังดูไม่ออกยังไงล่ะ ทีนี้เข้าใจยัง?”

คนตรงหน้ากระแอมนิดๆก่อนจะพูดให้ฟังช้าๆ ชัดๆ หากครานี้พูดด้วยโทนเสียงสูงกังวานแบบที่คาน่อนเชื่อว่าไม่ใช่โทนเสียงของผู้ชายแน่นอน
แม้จะฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง หากเมื่อเห็นกับตาและได้ยินกับหูเข้าเช่นนั้น คาน่อนก็ผงกศีรษะรับอย่างหมดสิ้นข้อกังขาในตัวคนตรงหน้าอีกต่อไป


*******************************************

_________________
#3023 Kanon Elegante, Wing Cdr.
Klavier Elegante, Merchant Guild


แก้ไขล่าสุดโดย rparinFYZ เมื่อ Tue Apr 01, 2014 12:40 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
rparinFYZ
ฟอร์เมน
ฟอร์เมน
avatar

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 02/11/2013
ที่อยู่ : No.7's cockpit

Player Information
Total Character(s): 2
Main: Air Force

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023   Mon Mar 31, 2014 11:53 pm

ในไม่ช้าคาน่อนก็ค่อยๆรู้ว่าเรือลำนี้เป็นเรือโจรสลัด--ไพรเวเทียร์ หากจะเรียกให้ถูก เรือลำนี้คือโจรสลัดหลวงที่ได้รับอนุญาตให้ปล้นเรือสินค้าไปจนถึงเรือของฝ่ายตรงข้ามได้โดยไม่ถือว่าเป็นความผิด ด้วยได้รับตราตั้งและการคุ้มครองจากองค์กษัตริย์จากแผ่นดินใหญ่ ทั้งคำเรียกและนิยามนั้นช่างมีส่วนคล้ายคล้ายไพรเวเตียร์แห่งทัพนาวีที่เคยได้ยินมาเหลือเกิน หากจะต่างกันก็ตรงที่ไพรเวเตียร์แห่งคราทอสนั้นจะขึ้นตรงกับผู้บัญชาการทัพนาวี หาใช่องค์กษัตริย์อย่างที่ที่นี่เป็น

แม้เรือโรซามุนด์ลำนี้จะดูเหมือนว่ามีดาบิดเป็นผู้ดูแลเรื่องทุกอย่าง หากอันที่จริงแล้วกัปตันตัวจริงของเรือนั้นคือโรนัลด์ ‘โรนี่’ อย่างที่เจ้าตัวต้องการจะให้เรียก โจรสลัดสาวในคราบชายหนุ่มทุกกระเบียดนิ้วคนนั้นเป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจทุกอย่างบนเรือลำนี้ หากมักจะโยนส่วนของการเป็นผู้นำปฏิบัติให้ดาบิดรับไปดูแล ซึ่งชายคนนั้นก็รับสนองคำสั่งแบบไม่มีข้อโต้แย้งแทบทุกครั้งไป อันที่จริงคาน่อนคิดว่าดาบิดจะตามใจกัปตันของเขามากเกินไปในบางครั้งแล้วด้วยซ้ำ

ดูอย่างตอนที่สั่งให้เธอขึ้นไปอยู่บนรังกา จู่ๆโรนัลด์ก็โยนงานทุกอย่างใส่ดาบิดก่อนจะปีนตามมาชวนเธอคุยถึงบนนั้นด้วย หรืออันที่จริงควรพูดว่ามาพูดบ่นเรื่องต่างๆให้เธอฟัง เพราะนอกจากคำถามเกี่ยวกับจุดหมายในการเดินทางของเธอแล้วแล้วคาน่อนแทบไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่า เหรอ อืม แล้วไงต่อ ทำไมล่ะ

ก็เธอไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายยังไงดีนี่นา

ข้อดีของการที่ได้นั่งฟังสิ่งที่อีกฝ่ายเล่าทำให้หูของเธอเริ่มคุ้นชินกับสำเนียงภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาพื้นฐานบ้านเกิดของโรนัลด์ รวมถึงเป็นภาษาบ้านเกิดของลูกเรือลำที่เธอโผล่ออกมาจากหลุมมิติในทีแรกอีกด้วย อันที่จริงสิ่งที่ทำให้คาน่อนประหลาดใจมากก็คือภาษาที่ใช้กันในต่างมิติภาษานี้มีความใกล้เคียงกับเอชลิคมาก ใกล้เคียงกันจนกระทั่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเธอก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่ลูกเรือพยายามคุยด้วยโดยไม่ต้องขอให้อีกฝ่ายพูดซ้ำ

แต่ว่าภาษาพูดส่วนใหญ่ของคนบนเรือลำนี้คืออีกภาษาหนึ่งที่มีท่วงทำนองสูงต่ำเหมือนดนตรี เสียงพูดรัวเร็วรวมถึงเสียงกระดกรัวลิ้นที่ไม่อาจทำตามได้โดยง่าย จังหวะจะโคนที่ทั้งก้าวร้าวและอ่อนหวานติดหูเธออย่างง่ายดาย โรนัลด์บอกเธอว่ามันเป็นภาษาถิ่นสเปน

สเปน

อีกนัยหนึ่งคือจุดมุ่งหมายที่เรือลำนี้กำลังมุ่งไป




*******************************************




หนึ่งเดือนต่อมา แคว้นกาลิเซีย เมืองบีโก้


เรือโรซามุนด์ที่บัดนี้เก็บซ่อนธงดำบนยอดเสาไว้มิดชิดแล่นเอื่อยๆทวนกระแสน้ำเข้าสู่อ่าวบีโก้ ในขณะที่เหล่าลูกเรือที่โห่ร้องอย่างดีใจหลังจากที่ต่างคนต่างไม่ได้แตะแผ่นดินกันเสียนานพากันวิ่งวุ่นวายเก็บข้าวของ ปากแม่น้ำริโอเวียดูโกในยามเช้าเช่นนี้คลาคล่ำไปด้วยเรือทั้งเล็กใหญ่ ผู้คนริมฝั่งต่างดำรงชีวิตของตนเองไปตามปกติ หากเมื่อมองเมืองท่าการประมงแห่งนี้ให้ดีๆก็จะพบร่องรอยที่หลงเหลือจากการรุกรานจากทั้งโจรสลัดและทหารที่เข้ามาใช้ชัยภูมิของเมืองแห่งนี้ให้เป็นประโยชน์

ธงกางเขนแห่งเบอร์กันดีสีขาวตัดแดงลู่ลมก่อนจะค่อยๆทิ้งตัวลงอย่างช้าๆในขณะที่โรซามุนด์เทียบจอดที่ข้างท่า เหล่าลูกเรือเชื้อสายสแปนิชเป็นกล่มแรกที่จัดการพาดไม้กระดานกับกราบเรือและกระโดดลงไปยืนข้างล่างด้วยสีหน้ามีความสุขโดยไม่หวั่นแม้จะมีเสียงกัปตันล้งเล้งไล่หลังมา

โรนัลด์ส่ายหน้าพลางมองคนพวกนั้นอย่างอ่อนใจ ถึงแม้จะสั่งงานเสร็จเรียบร้อยและอนุญาตให้แยกย้ายกันไปก่อนจะถึงกำหนดนัดหมายแล้วก็เถอะ หากในฐานะกัปตันแล้วแม้ทุกอย่างจะอยู่ในความสงบแต่โรนัลด์ก็ไม่อาจวางใจได้ แม้บีโก้เป็นหนึ่งในโฮมของเรือลำนี้ก็จริง แต่การที่มันอยู่บนแผ่นดินใหญ่ก็ทำให้เสี่ยงอันตรายอยู่มากเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่หากมีกองเรือทหารสักกองหนึ่งระดมพลมาปิดหน้าอ่าวไว้ได้โรนัลด์ก็อาจจะต้องเสียเรือไป และร้ายกว่านั้นคืออาจไม่มีใครหนีออกไปได้เลย แม้โรซามุนด์ในยามนี้จะถูกแปลงโฉมให้เข้าใจผิดเป็นเรือสินค้า หากความจริงที่ว่ามันเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงลำหนึ่งบนน่านน้ำนี้นั้นไม่อาจตบตาทหารและโจรสลัดกลุ่มอื่นได้ ดังนั้นหากเลือกได้โฮมของเรือควรอยู่บนเกาะในทะเลเปิดมากกว่าในอ่าวน้ำตื้นเช่นนี้

คาน่อนที่เก็บของๆตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วได้แต่ยืนรอกัปตันตัวเล็กอยู่ด้านหลัง หญิงสาวใช้เวลามองสำรวจภูมิประเทศรอบๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มกังวลถึงสิ่งเดียวกัน หากเธอเชื่อว่าโรนัลด์(และรวมถึงดาบิด)คงมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่จำเป็นและคิดไตร่ตรองมาดีแล้ว นี่จึงไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะถาม

แต่ตอนนี้สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือโรนัลด์คิดอะไรอยู่ถึงจัดแจงสั่งให้เธอตามไปกับตัวเองด้วยในตอนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่

“เฮ้ยคีธ พร้อมยัง?”

อีกฝ่ายหันมาถามตอนที่เธอกำลังยืนใจลอยมองคนที่ต้องอยู่โยงเฝ้าเรือคุยกันบนดาดฟ้า คาน่อนส่งเสียงรับคำเบาๆก่อนจะเห็นใครอีกคนหนึ่งตามมายืนข้างๆ

“น้าโอเดลจะไปด้วยเหรอ?” เธอเอ่ยถามชายวัยกลางคนผู้มีหน้าที่เป็นหมอประจำเรือ เขาพยักหน้า “ข้ามันพวกใจอ่อนให้กับเด็กเอาแต่ใจน่ะ”

หมอประจำเรือตอบก่อนจะใช้นิ้วโป้งชี้กัปตันที่หันมาทำหน้างงใส่ ทำให้คาน่อนอดยิ้มออกมาไม่ได้ “เออ จริงของน้า”

โรนัลด์ทำหน้านิ่ว

“อะไรของพวกแกเนี่ย จะไปยัง ข้ารอจนขาแข็งหมดละ”

ฟังอย่างนั้นหมอประจำเรือก็หัวเราะเสียงดังลั่น “ใครรอใครกันแน่วะแหม ไปไปไป๊ อยากลากข้าไปไหนก็ตามใจ บ๊ะ ขาแข็ง ฮ่าๆๆ”

เสียงหัวเราะของโอเดลยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดจนทั้งสามเดินออกมาจากท่าเรือ เมืองบีโก้ในยามสายจัดเช่นนี้ดูเงียบเหงากว่าที่เธอคาด หญิงวัยกลางคนถือห่อผ้า ชายชราที่เริ่มหลังโก่งเดินไปมาตามท้องถนน เสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังแว่วมาให้ได้ยินจากที่ไกลๆ

โรนัลด์ผลุบเข้าไปในอาคารสองชั้นหลังหนึ่ง ก่อนที่ครู่ต่อมาหลังมีเสียงร้องทักทายอย่างยินดีจากภายใน ร่างนั้นก็เดินอ้อมตึกโผล่ออกมาอีกครั้ง เบื้องหลังมีเด็กหนุ่มแต่งตัวมอซอเดินจูงม้าตัวโตตามมาด้วย

“แกสองคนเอาไปเลยคนละตัว แกขี่ม้าได้ใช่ปะวะคีธข้าลืมถาม” โรนัลด์ถามมาในขณะที่ตัวเองปีนขึ้นหลังม้าตัวใหญ่สีกระดำกระด่างที่ตัวเองจูงมาตั้งแต่แรกไปเรียบร้อยแล้ว ทำเอาผู้ถูกถามที่เพิ่งถูกยัดบังเหียนใส่มือกลอกตาไปมาอยู่หนึ่งรอบก่อนจะตอบ “ไอ้ได้มันก็ได้อยู่หรอก”

“งั้นดี รีบๆขึ้นม้าแล้วก็รีบๆตามมาซะ ม้าตัวนั้นก็ดีอยู่หรอก เชื่องดี เฮ้ยโอเดลเร็วๆหน่อย” เสียงกัปตันเรือบอกมาก่อนจะหันไปร้องสั่งหมอประจำเรือที่อยู่ด้านหลัง คาน่อนได้แต่พ่นลมหายใจออกแรงๆแทนการระบายอารมณ์ก่อนจะยกมือลูบเบาๆที่ข้างคอม้า ยกปลายเท้าสอดเข้าไปในโกลนก่อนจะปีนขึ้นมาอย่างทุลักทุเลเล็กน้อยด้วยไม่ได้ทำมานาน ที่ปลายสายตาเธอเห็นหมอประจำเรือโคลงหัวเบาๆอยู่บนหลังม้าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ม้าสามตัวเดินเรียงตามกันไปบนทางโรยหินแคบๆลึกเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อทางนั้นค่อยๆชันขึ้นทีละน้อยคาน่อนจึงชักม้าหยุดครู่หนึ่งก่อนจะหันมองกลับไปด้านหลัง บ้านเรือนทรงเตี้ยสีขาวมัวๆที่ริมอ่าวช่างตัดกับผืนน้ำสีฟ้าที่ทอประกายระยิบระยับล้อแสงแดด ใบเรือสีน้ำตาลหมองของเรือใบลำเล็กเลี้ยวอ้อมเกาะที่ปากอ่าวออกไปสู่ทะเลเปิด อากาศต้นฤดูใบไม้ผลิแม้ยังไม่ทิ้งความเย็นแต่ก็ยังอุ่นขึ้นจนรู้สึกได้ หญิงสาวมองสิ่งเหล่านั้นพลางนึกสงสัยอยู่ลึกๆในใจ

ป่านนี้ที่คราทอสจะผ่านไปกี่วันแล้วนะ

แล้ว….จะเกิดอะไรต่อไปหลังสงคราม


ไม่ว่าจะยามหลับหรือตื่น เธอก็อดคิดถึงเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่อิคดราซิลไม่ได้ แม้ตอนนี้จะมีปัญหาที่รบกวนจิตใจมากกว่าก็ตามที

ผู้มาจากต่างมิติมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆอีกครั้ง ก่อนที่ในที่สุดจะกระตุ้นม้าให้ออกเดินตามเสียงผู้นำทางที่เดินหายไปบนเนินเบื้องหน้าเสียนานแล้ว



*******************************************



หลังจากเดินออกนอกเส้นทางสัญจรที่โรยด้วยหินกรวดมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมง อาคารหลังใหญ่ที่เผยตัวออกมาหลังแนวไม้รกชัฏก็ทำให้เธออ้าปากค้างอย่างประหลาดใจ และประหลาดใจยิ่งกว่าเมื่อเห็นโรนัลด์โดดลงจากหลังม้าและวิ่งเข้าใส่หญิงวัยกลางคนร่างป้อมที่ออกมายืนเมียงมองหน้าประตู

“ป้าฟรีด้าจ๋า ข้ากลับมาแล้ว”

หญิงนางนั้นมองผู้ที่พุ่งเข้าหาอย่างตกใจ ก่อนจะยกมือทั้งสองขึ้นปิดปากเมืออีกฝ่ายกางแขนเข้าสวมกอดไว้เสียแน่น

“ตายแล้วคุณหนู กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ”

“ข้ายังอยู่จ้ะป้า ยังไม่ตาย” คนที่ถูกเรียกว่าคุณหนูยิ้มกว้างส่งเสียงตอบอย่างทะเล้น หากผู้ฟังต้องยกมือขึ้นตีที่แขนดังเผียะ

“โธ่คุณหนู เรื่องเป็นเรื่องตายอย่าพูดเล่นสิเจ้าค้า”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นโรนัลด์ก็หัวเราะเสียงดัง “นั่นสินะ เออใช่ป้า ข้าเก็บแม่นี่ได้จากแถบเกาะนอก ฝากป้าช่วยดูแลหน่อยได้ไหม”

คุณหนูของป้ายกมือชื้อหน้าแม่นี่ที่กำลังปีนลงจากหลังม้าแบบทุลักทุเลอย่างไม่มีเกรงอกเกรงใจ ทำเอานางต้องยกมือขึ้นตีให้อีกเผียะ “ตายแล้ว ไม่สุภาพ”

“ข้าชิน ข้าลืม” เจ้าตัวยอมรับเสียงอ่อย

“ตายแล้ว จริงด้วย” นางยกมือปิดปากทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก “มีจดหมายจากแฟร์แฟ็กซ์มาถึงคุณหนูเจ้าค่ะ มาสักเดือนเห็นจะได้ แหม ประจวบเหมาะยังไงไม่รู้นะเจ้าคะ”

“เอ๋ งั้นเหรอ” วูบหนึ่งที่คาน่อนเห็นสีหน้าของหญิงสาวในคราบกัปตันเรือบึ้งตึงไปชั่วขณะ หากอีกฝ่ายก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้ในอึดใจต่อมา “เข้าใจล่ะ เดี๋ยวข้าจะดูแล้วคิดอีกทีว่าเอายังไง”

“แล้วของข้าล่ะมีไหมฟรีด้า” หมอโอเดลถามแทรกขึ้นมาจากข้างหลังจนทุกคนหันไปมองเขาเป็นตาเดียว

“อ้าว นี่กลับมากะเขาด้วยรึไงพ่อคุณ” นางขมวดคิ้ว เท้าสะเอวจ้องเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะมีทีท่าไม่พอใจหากในแววตายังคงแสดงออกซึ่งความยินดีอย่างปิดไม่มิด

“เจ้านี่มองเห็นแต่คุณหนู ทีกับน้องนุ่งล่ะไม่เคยสนใจ”

หมอประจำเรือแกล้งบ่นใส่ก่อนจะคว้าบังเหียนม้าสองตัวเดินลิ่วไปผูกไว้ที่โรงม้าหลังบ้าน ตามไปด้วยโรนัลด์ที่หัวเราะลั่นก่อนจะจูงม้าที่เหลือเดินตามไปอีกคน

“อย่างเจ้าข้าสนใจตายล่ะ” นางย่นจมูกใส่ ก่อนจะหันมาต้อนคาน่อนผู้ยังคงจับต้นชนปลายบทสนทนาเมื่อครู่ไม่ทันเข้าบ้านไป




*******************************************




คาน่อนใช้เวลาในเดือนที่สองและสามบนโลกต่างมิติที่เมืองแห่งนี้

ถ้าจะพูดให้ถูก คือที่บ้านหินบนเนินห่างไกลจากเมืองบีโก้ที่มาถึงตั้งแต่แรกนั่นเอง

หญิงสาวในมาดกัปตันเรือคนนั้นที่จนแล้วจนรอดคาน่อนก็รู้แค่เพียงชื่อเล่นและชื่อปลอมหายออกจากบ้านไปหลังผ่านสัปดาห์แรก หากฟรีด้าก็บอกให้ไม่ต้องห่วง ธุระของคุณหนูของนางอยู่ที่อัสตูเรียส ชายฝั่งอีกด้านของคาบสมุทร และนางผู้นั้นรู้ตัวดีว่าตัวเองควรทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยในการเดินทาง

เหตุผลอีกประการที่ทำให้คาน่อนไม่อยากเดินทางไปไหนนั่นคือสีผมและสีตาที่ผิดแผก ยิ่งในยามที่มีโอกาสได้อาบน้ำทำความสะอาดตัวเองแล้วเช่นนี้ ที่ผ่านมาหญิงสาวได้ข้อสังเกตุว่าผู้คนของที่นี่มักจะมีโทนสีผมที่เหมือนสีดินหรือต้นไม้ เช่นดำสนิท สีน้ำตาลเปลือกโอ๊ค สีน้ำตาลอ่อนของเฮเซลนัท สีเทาของขี้เถ้า ไปจนถึงสีเหลืองอ่อนของทราย น้อยคนที่จะมีผมสีน้ำตาลอมส้มดังอิฐเผาใหม่ ทั้งสีตาก็เป็นโทนเย็นเหมือนท้องฟ้าและใบไม้ โทนเข้มเหมือนดินทรายและหินผา กล่าวคือไม่มีใครที่มีสีผมและตาเป็นสีสดใสเช่นที่เธอมีเลยสักคน

ด้วยเหตุผลนี้หากจะเดินไปที่ใดในเมืองเธอก็คงจะดูแปลกแยกและเป็นจุดเด่นให้ทุกคนหันมามอง แม้จะเก็บพรางสีผมสีตาไว้ใต้เงาของผ้าคลุมและหมวกก็รังแต่จะทำให้คนหันมามองด้วยความสงสัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายจึงตัดสินใจอยู่แต่ที่บ้านบนเนินเขาเสียยังดีกว่า

หากแต่การอยู่เงียบๆที่นี่ก็ไม่สูญเปล่า เพราะโอเดล(ที่คาน่อนมารู้ภายหลังว่าคนดูแลคุณหนูโรนี่มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก)ได้เปลี่ยนสถานะจากหมอประจำเรือมาเป็นครูดาบจำเป็นให้เธอไปพลางๆในยามที่เขาแวะขึ้นมาที่บ้านหลังนี้ เพราะแม้ช่วงหนึ่งเดือนบนเรือโรซามุนด์คาน่อนได้เรียนรู้(อนึ่งคือครูพักลักจำ)วิธีการต่อสู้ด้วยดาบจากพวกลูกเรือมาบ้าง แต่ก็แทบไม่ได้ลองฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างจริงจังสักที

ดังนั้นเมื่อได้โอกาส คาน่อนจึงเอาแต่ซ้อม ซ้อมและซ้อม กระทั่งรู้สึกว่าตัวเองพอจับทางอาวุธที่ตัวเองไม่เคยใช้งานถนัดเช่นนี้ได้บ้าง หากโอเดลที่คอยให้คำแนะนำ(และส่วนใหญ่จะเป็นการด่า)ก็ยังขู่ทิ้งท้ายก่อนจะหายเข้าเมืองไปว่า หากผู้ฝึกดาบให้เธอเป็นกัปตันเรือผู้นั้นแทนที่จะเป็นเขา หญิงสาวคงได้บทเรียนเรียกเลือดไปหลายบทแล้วแน่ๆ



*******************************************



ค่ำวันหนึ่งที่ผ่านไปหลายวันหลังจากนั้น ในขณะที่คาน่อนกำลังนั่งจดจ่อกับภาพลายเส้นชายชราถือดาบกับไม้เท้าทรงประหลาดบนใบรองปกของหนังสือเล่มหนาในมือ อยู่ๆโรนัลด์ก็เปิดประตูพรวดเข้ามาในบ้านพร้อมกับเสียงบ่นยืดยาว “เฮ้อ ไอ้พวกนี้นี่ไม่ให้ชาวบ้านเขาอยู่อย่างสุขสงบกันมั่งเลย น้าโอเดลอยู่ไหนเนี่ย”

แม่บ้านร่างอวบส่งเสียงหวีดอย่างตกใจใส่คุณหนูของหล่อนที่โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ก่อนจะรีบละล่ำละลักตอบ “โอเดลไม่อยู่หรอกเจ้าค่ะ เจ้านั่นออกไปซาน เซียโอ้ตั้งหลายวันแล้ว แต่พรุ่งนี้เช้าก็น่าจะกลับมาถึงแล้วล่ะเจ้าค่ะ คุณหนูมีอะไรรึเปล่าเจ้าคะ”

“ซาน เซียโอ้? ไปทำไม?”

“อิฉันก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกเจ้าค่า แต่ในเมืองมีข่าวลือว่าเรือพวกโปรตุเกสมาปล้นทางเหนือมากขึ้นเรื่อยๆ สงสัยพวกกองทัพเรือจะเริ่มขยับล่ะมั้งเจ้าคะ”
ได้ยินอย่างนั้นหญิงสาวผู้ยังปลอมตนในคราบคนเดินทางก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ไอ้พวกนี้นี่ไม่ชอบให้ชาวบ้านเขาได้พักกันสบายๆบ้างเลยจริงๆ  แย่ชะมัด”

“ทำไมคะคุณหนู หรือมีข่าวอะไรมาจากอัสตูเรียส?”

“งานเดิมๆนั่นแหละป้า ข้าต้องออกทะเลอีกแล้วล่ะ”

โรนัลด์พูดด้วยท่าทีปกติ พลางถอดเสื้อคลุมพาดไว้กับพนักเก้าอี้ หากฟรีด้ามุ่นคิ้วและมีสีหน้าไม่สบายใจ “โธ่ คุณหนู….”

“ป้าฟรีด้า ถ้าข้าไปจากบีโก้แล้วป้าเก็บของไปอยู่ทางอัสตูเรียสได้ไหม? หรือกลับไปแฟร์แฟ็กซ์เลยก็ได้”

ผู้พูดขัดขึ้นด้วยประโยคคำถาม หากฟังดูเหมือนขอร้อง และเป็นทั้งคำสั่งอยู่ในที ทำเอาฟรีด้าตกใจจนยกมือขึ้นทาบอก “คุณหนู...ทำไม”

“เพราะหลังกลับจากทะเลฟากโน้นข้าก็จะกลับแฟร์แฟ็กซ์แล้วเหมือนกัน ที่นี่ไม่มีอะไรที่ข้าต้องทำอีกต่อไป ป้าอยู่ก็จะมีอันตรายเข้าตัวเปล่าๆ”

“จริงเหรอคะคุณหนู ไม่ได้หลอกป้านะ”

หญิงวัยกลางคนมีสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเองใช่ว่าอยากจะเห็นคุณหนูของนางใช้ชีวิตโลดโผนเช่นนี้เสียเมื่อไหร่ แต่เป็นคำสั่งของนายที่สั่งให้คอยมาดูแลติดตาม หากคุณหนูของนางตั้งใจจะกลับไปนั่นหมายถึงการเดินทางทั้งหมดจะสิ้นสุดลงเช่นกัน

“ข้าเคยหลอกป้าด้วยเหรอ”

“อุ๊ย ม้ายยยยยไม่ ไม่เคยค่ะไม่เคย คุณหนูแค่ชอบแกล้งให้อิฉันตกใจอยู่เรื่อยเท่านั้นเอง” ฟรีด้าตอบด้วยคำตอบที่ทำให้คนฟังถึงกับยกมือกุมท้องด้วยความขบขัน ก่อนที่นางจะทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ “ตายแล้วคุณหนู เพิ่งกลับมาคงยังไม่ได้กินอะไรใช่ไหมเจ้าคะ งั้นเดี๋ยวอิฉันเตรียมให้นะเจ้าคะ”

แม่บ้านร่างอ้วนถามเองตอบเองสั่งตัวเองเสร็จสรรพก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

“คีธ เตรียมตัวเก็บของ” โรนัลด์ที่ยังคงมีรอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้าเดินมาพูดกับเธอใกล้ๆเมื่อฟรีด้าคล้อยหลังไป หากก็ชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะถามต่อมาด้วยเสียงเบา “เจ้ายังจะไปกับข้าตามความตั้งใจเดิมใช่ไหม”

ผู้มาจากต่างมิติที่นั่งฟังบทสนทนาก่อนหน้าอย่างเงียบๆมาตลอดพยักหน้า เธอเคยคุยกับอีกฝ่ายตั้งแต่ตอนที่ขึ้นเรือใหม่ๆแล้วว่าเธอแค่อยากออกเดินทางและไม่มีเป้าหมายที่ใดเป็นพิเศษ

“ดี พรุ่งนี้เช้าเราจะออกจากนี่แล้วไปเตรียมตัวออกอ่าว มืดเมื่อไหร่กางใบเมื่อนั้น”

“ออกปากอ่าวตอนมืดจะดีเหรอ ถ้าเกิดเจอเรือไม่พึงประสงค์จะทำไง”

กัปตันสาวในคราบชายหนุ่มแกะเชือกรัดผมออกพลางยักไหล่ “เจอก็ต้องเผ่นให้เร็วที่สุดเท่านั้นแหละ ทำไงได้ ซาน เซียโอ้ที่โอเดลไปดูน่ะตอนนี้ได้ข่าวว่าเป็นดงทหารเรือไปแล้ว แถมอีกหน่อยอาจจะได้เป็นฐานทัพเรือของพวกจากมาดริดอีก ข้าว่ายิ่งช้ายิ่งอันตราย ไปตอนนี้ดีกว่าไม่ได้ไป”

คาน่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “แล้วป้าฟรีด้าล่ะ ถ้าจะให้ไปอัสตูเรียสป้าจะไปยังไง”

“หืม ใจดีเหมือนกันนะเจ้าเนี่ย” นางหยอกพร้อมเอาข้อศอกจิ้มอีกฝ่ายเบาๆ “ไม่ต้องห่วง คนของข้ารออยู่ในเมืองแล้ว มืดเมื่อไหร่ก็พานางไปได้ทันทีเหมือนกัน”

“เข้าใจล่ะ” หญิงสาวตอบเบาๆพลางเก็บหนังสือในมือเข้าที่ “ไหนๆกลับมาแล้วคืนนี้ก็ไปพักให้สบายเถอะ เห็นแล้วเหนื่อยแทนเลย ไปนั่นมานี่ไม่ได้หยุด”
“ทำไงได้ ข้าก็เป็นซะยังงี้” นางหัวเราะเบาๆและพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินลงส้นหายไป



อันที่จริงแล้วแม้ยังไม่ทันจะเช้าแต่ทั้งสองก็จูงม้าเดินจากบ้านในแนวป่ามาไกลแล้ว

ตอนที่ฟรีด้าหันมาพบทั้งสองคนที่หอบข้าวของเดินลงมาจากห้องก็ถึงกับพูดไม่ออก ยิ่งรู้ว่าจำต้องออกไปตั้งแต่ตอนนี้ก็ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก หากคุณหนูของนางได้แต่สวมกอดและจุมพิตที่แก้มเจ้าเนื้อนั้นเบาๆแทนการปลอบโยน ฟรีด้ารู้ดีว่าไม่อาจทัดทานหรือขอร้องให้คุณหนูของนางรั้งรออยู่ได้นานกว่านี้ จึงจำใจส่งเสียงอวยพรให้การเดินทางเป็นไปด้วยดี

คาน่อนเองก็ถูกฟรีด้าหันมากอดเช่นกัน เธอได้แต่ยิ้มและขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง หากไม่ได้ให้สัญญากับนางว่าเธอจะกลับมา

เธอไม่อาจสัญญาได้ ด้วยไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร และไม่รู้ว่าวันใดหลุมมิตินั้นจะปรากฏขึ้นเพื่อพาเธอกลับ ‘บ้าน’

หญิงสาวได้แต่หวังอยู่ลึกๆว่าตัวเองจะโชคดีสมกับคำอวยพรที่ฟรีด้าให้มา





*******************************************

_________________
#3023 Kanon Elegante, Wing Cdr.
Klavier Elegante, Merchant Guild


แก้ไขล่าสุดโดย rparinFYZ เมื่อ Tue Apr 01, 2014 2:57 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
rparinFYZ
ฟอร์เมน
ฟอร์เมน
avatar

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 02/11/2013
ที่อยู่ : No.7's cockpit

Player Information
Total Character(s): 2
Main: Air Force

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023   Tue Apr 01, 2014 12:00 am

ช่วงเวลาหนึ่งวันก่อนออกเรือนี้ได้กลายเป็นช่วงเวลาที่คาน่อนได้สัมผัสถึงความวุ่นวายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

เหล่าลูกเรือวิ่งวุ่นกับการขนเสบียงอาหาร ฟืน น้ำสะอาด ไปจนถึงเหล้าซึ่งเป็นของที่ขาดไม่ได้สำหรับเหล่าคนทะเลบรรจุใส่ห้องเสบียงให้เต็มอัตรา เตรียมกระสุนปืนใหญ่และดินปืนที่พร่องไประหว่างการเดินทางเที่ยวสั้นๆก่อนหน้านี้ให้เต็ม คนที่ไม่มีหน้าที่ขนของอย่างเธอก็ถูกโยนหน้าที่ให้ตรวจนับและจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ โอเดลที่กลับมาถึงเรือในราวเที่ยงวันหอบเอาถุงบรรจุผ้าสะอาดสำหรับทำแผลและของใช้ในห้องหมอลังใหญ่กลับมาด้วยราวกับนกรู้ เมื่อหมอประจำเรือเห็นคาน่อนตอนกำลังเดินขึ้นมาจากโลว์เวอร์เด็คก็รีบส่งเสียงเรียก “เฮ้ยเจ้าหนู มานี่ก่อน”

หญิงสาวเดินไปหาพร้อมทำหน้างงในขณะที่อีกฝ่ายส่งถุงหนังใบเขื่องให้ “อะไรอะน้า?”

“เอาไปให้กัปตันไม่ก็ดาบิดเก็บไว้ไป บอกว่าข้าหามาให้เพิ่ม”

“ไอ้นี่คือ?”

“ลูกกระสุนไงลูกกระสุน ตอนนี้หายากชะมัด ยังดีที่ไปคราวนี้ไม่เสียเที่ยว”

คาน่อนพยักหน้าก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเดินเอาไปส่งให้ตามคำสั่ง แต่อีกฝ่ายก็เรียกเอาไว้อีกครั้ง “เอ๊ย รอแป๊ป”

หญิงสาวหันกลับมาพร้อมคิ้วที่เลิกขึ้นสูง ก่อนที่จะต้องรีบรับถุงผ้าอีกใบที่อีกฝ่ายส่งให้ “นี่..?”

“เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นซะ”

เธอเปิดถุงนั้นก่อนที่ภายในจะเห็นแถบผ้าสะอาดที่ถูกพับไว้เรียบร้อยจำนวนหนึ่ง เธอพิจารณามันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายที่อุตส่าห์ใส่ใจ
“ขอบใจมากนะน้า”

เธอตะโกนตอบกลับไป หากหมอประจำเรือได้แต่ยักไหล่และเดินจากไป





ทันทีที่ตะวันลับขอบฟ้าและแผ่นกระดานสุดท้ายถูกชักขึ้นจากท่า กัปตันเรือก็สั่งถอนสมอและกางใบเต็มที่ โรซามุนด์อาศัยลมทะเลค่อยๆลอยออกจากท่ามุ่งหน้าสู่ทะเลเปิดทางตะวันตก เบื้องหน้าจรดขอบฟ้าที่ยังคงมีสีส้มเข้มของแสงสุดท้ายแต้มอยู่คือมหาสมุทรกว้างใหญ่เสมือนไร้จุดสิ้นสุด หากปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ที่คาน่อนรู้ก็คือ ‘โลกใหม่’ ที่อยู่อีกฟากฝั่งทะเล

หญิงสาวยืนอยู่ที่ท้ายเรือหลังจากหมด ดวงตาจับจ้องแสงไฟวับแวมจากเมืองท่าชายฝั่งที่กำลังถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังเป็นครั้งสุดท้ายในตอนที่บนรังการ้องเอะอะขึ้น
“เรือ! เรือจากทิศห้านาฬิกาทางตะวันออกเฉียงเหนือ! มุ่งหน้าตรงดิ่งมาหาเราเลย!”

“เรืออะไรเฒ่าแกรนท์?”

ดาบิดตะโกนถาม หากเจ้าของชื่อยังเพ่งดูอีกครู่หนึ่งเหมือนกำลังพิจารณาก่อนจะตอบลงมา

“มาสามลำแต่เปิดตะเกียงไฟสอง ข้าไม่เห็นธงบนเสาแต่รู้สึกไม่ดีเลย”

กัปตันและต้นเรือผู้ได้รับอำนาจการตัดสินใจเทียบเท่ามองหน้ากันชั่วขณะ ก่อนร่างเล็กกว่าของโรนัลด์จะโหนเชือกปีนขึ้นไปบนรังกาทันที

“ส่งกล้องมาให้ข้า!”
เฒ่าแกรนท์รับคำสั่งก่อนหลบทางให้กัปตันส่องดูได้ถนัด โรนัลด์จ้องดูพร้อมเม้มปากอย่างใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เวร ไอ้พวกเวรนั่นจงใจซ่อนธงน่ะสิตาแกรนท์ เหลือแต่ธงข้างใบสแปงเกิลเห็นไหม ยิ่งธงสามแถบแดงขาวเหลืองแบบนั้นแแถมมาสามลำก็มีแต่ไอ้พวกทหารเรือนั่นแหละ”

“ห่-- เอาจริงเรอะ”

ดาบิดสบถเสียงลั่นพร้อมกับถลาไปเกาะกราบเรือ โคมที่ไฟวับแวมอยู่ไกลๆบัดนี้ถึงจะเล็กแต่ก็พอมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า “เอาไงดีวะ”

“ให้เอาไงล่ะ ได้แต่ต้องรอลมอย่างเดีย----- มันกางใบแล้วเว้ย!”

กัปตันร่างเล็กตะโกนลั่นพลางยัดกล้องคืนใส่มือเฒ่าแกรนท์และโรยตัวลงมาข้างล่าง ก่อนจะดึงตัวคนที่ยังยืนดูเรือที่อยู่ใกล้มือที่สุดมาตบหัวดังป้าบ

“จะจ้องให้มันตามมาทันรึไงหา มีหน้าที่ก็ลงไปประจำดาดฟ้าปืนเซ่ จะรอให้พ่อแกมาลากตัวกลับบ้านเรอะ”

“เฮ้ย? แกเอาจริง?”

ดาบิดที่กลับไปคุมพังงาเรือตะโกนถามหน้าตื่นในขณะที่คนถูกตีสะดุ้งโหยงและตะลีตะลานลงบันไดไปแทบไม่ทัน

“ถ้ามันยิงมาก็ต้องยิงตอบสิวะให้ทำไง มันคงนึกว่าเราเป็นไอ้พวกโปรตุกีสหรืออะไรสักอย่าง”

“แต่ถ้านั่นเป็นทหารเรือที่---”

“ship-of-the-lineว่ะกัปตัน ทั้งสามลำเลย” เสียงรายงานขัดดังลงมาจากรังกาทำให้กับตันเรือยักไหล่แบบ ‘ก็นั่นไง’ ใส่ต้นหน

“ไม่ถ้าแล้วว่ะ ------หักขวายี่สิบองศา กราบขวาประจำปืน เตรียมบรรจุกระสุน!”

เสียงวื้ดยาวแหวกอากาศมาจนคาน่อนต้องทำคอย่นก่อนกระสุนปืนใหญ่ลูกแรกจะตกลงน้ำเสียงดังสนั่น สลับกับเสียงโรนัลด์ที่ตะโกนสั่งพิกัดและสั่งยิงในทันที
“กระสุนดักหน้าห่างสักร้อยหลาได้” เฒ่าแกรนท์รายงาน

“เล็งใหม่ เอาอีกนัด ยิง!”

“ไม่ถึงห้าสิบ”

“อีกนัด ยิง!”

คราวนี้เมื่อสิ้นเสียงและแรงสั่นจากดาดฟ้าปืน แทนที่เสียงแหวกอากาศของลูกปืนจะลอยมาเข้าหู กลับกลายเป็นหวีดหวิวของลมและเสียงผ้าใบที่กางดังพรึบ
“ลมทะเล ลมทะเลส่งเราแล้ว!!”

บรรดาลูกเรือต่างร้องตะโกนอย่างดีใจเมื่อเห็นเช่นนั้น เฒ่าแกรนท์เองแม้จะโลดเต้นอยู่บนรังกาแต่ก็ยังรายงานผลลงมาให้ “กระสุนเบี่ยงขวา เฉียดไป เอาไงกัปตัน?”

เรือสเปนยิงตอบโต้มาอีกในวินาทีนั้น หากแรงลมที่พัดส่งมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็พัดกระสุนปืนให้ตกเฉียงไปด้านหน้าทางขวาของลำเรือเกือบร้อยหลา

“เตรียมพร้อมไว้ ถ้าโชคดีไอ้พวกเรือใหญ่นั่นจะหนักอุ้ยอ้ายจนตามเรามาไม่ทัน อีกอย่างพวกนั้นยังไม่มีลำไหนได้กางใบตั้งแต่ท็อปเซิลขึ้นไปเลย” เสียงกัปตันเรือตะโกนบอกและชี้ให้ดู “คงกลัวเราแม่นเกินมั้ง ตอนนี้ก็อธิษฐานกับพวกเทพธิดาไปเถอะให้พวกนั้นกินลมไม่ทัน”

เสียงจุดชนวนปืนใหญ่และกระสุนที่แหวกอากาศดังมาอีกครั้งจากเรือกาเลออนที่ยังคงลอยขวางลำรั้งท้าย เปิดโอกาสให้เรือร่วมขบวนทั้งสองเปลี่ยนทิศทางหัวเรือไล่ตามมา หากกว่าเฒ่าแกรนท์ผู้ยังคงเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อจะรายงานว่าอีกฝ่ายจะกางใบของทั้งสี่เสาครบ โรซามุนด์ก็ฉวยโอกาสทิ้งระยะห่างมาได้ไกลแล้ว

“เยี่ยมเลย” โรนัลด์ที่เกาะบันไดเชือกยืนดูบนกราบเรือเอ่ยชมเมื่อเห็นแสงไฟของเรือรบทั้งสองจากสามลำค่อยๆหลายเป็นจุดเล็กห่างออกไปเรื่อยๆ หากสีหน้าก็ยังบ่งบอกว่าไม่ค่อยพึงใจในผลลัพท์นัก “ถ้าคราวหน้าที่ต้องทำเรือ แกว่าข้าติดเสาใบเสริมให้ยายหนูดีมั้ยวะ”

ดาบิดฟังอย่างนั้นก็ได้แต่ทำหูทวนลมใส่กัปตันเรือ “ใครมีหน้าที่ตรงไหนก็ไปประจำที่ของแกไปไป๊ หมดเรื่องแล้ว ไม่ต้องมามุงดู ตาแกรนท์แกคอยเฝ้าไว้ให้ดีๆเลยนะ มีอะไรให้รีบรายงาน”

“อายเซอร์”

“ดาบิด แกอย่าเมินข้าสิวะ เฮ้ย เฮ้ย!?”

โรนัลด์ส่งเสียงเอ็ดตะโรใส่ต้นหนเรือผู้เอาผ้าผืนยาวรอบคอมาพันปิดหูตัวเองมันซะเฉยๆ หากไม่มีใครกล้าหัวเราะให้กับการหยอกล้อระหว่างผู้กุมอำนาจในเรือทั้งสองคนด้วยเกรงจะกลายที่ระบายอารมณ์ของกัปตันไป



*******************************************



แม้จะรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรกวนใจในยามที่กัปตันโรนัลด์หงุดหงิด

แต่ทว่าในที่สุดเธอก็เผลอทำให้อีกฝ่ายน็อตหลุดจนได้

เพราะหลังมื้อเช้าของวันต่อมาที่แดดจ้าและคลื่นลมสงบ โอเดลก็เป็นคนเรียกคาน่อนกับชายหนุ่มผมสีเหลืองชื่อเซปขึ้นมาบนดาดฟ้า ก่อนจะบอกให้ทั้งสองคนประดาบกันสักหน่อย

หญิงสาวอิดออดในตอนแรก หากแต่เมื่อโดนโอเดลเหน็บปนด่าเอามากๆเข้าสุดท้ายก็เริ่มของขึ้น ยอมดึงดาบออกมาตามคำขอในที่สุด

ทั้งสองพุ่งเข้าใส่กันอย่างรวดเร็วก่อนที่หญิงสาวจะเป็นฝ่ายฟาดดาบลงมาก่อน หากดาบกว้างของผู้ถูกเรียกมาเป็นคู่มือถูกยกขึ้นมาการ์ดรับไว้ได้ง่ายดายและผลักสวนกลับไปจนร่างที่ผอมบางกว่าผงะหงาย เสียงดาบปะทะกันดังเคร้งเรียกความสนใจจากคนที่อยู่ในเด็คชั้นล่างให้โผล่ขึ้นมาดูกันทีละคนสองคน

เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดโรนัลด์ก็โผล่ออกมาจากเคบินท้ายเรือด้วยสีหน้าหงุดหงิดเมื่อเสียงเชียร์ของเหล่าลูกเรือที่มุงดูดังขึ้นเรื่อยๆ ร่างเล็กที่วันนี้แค่คลุมเสื้อไว้บนไหล่แทรกตัวผ่านเหล่าลูกเรือตัวโตที่โห่ฮาป่าเมื่อคู่ประดาบฝ่ายหนึ่งหงายผลึ่งไปกองกับพื้น ตรงกลางวงนั้นสิ่งที่กัปตันเรือเห็นก็คือหญิงสาวผมแดงในคราบชายหนุ่มที่คือมีดสั้นอยู่ในมือกำลังกระโจนเข้าหาดาบที่ตัวเองทำหลุดมือกระเด็นไป ในขณะที่ลูกเรือหนุ่มอีกฝ่ายก็ง้างดาบกระโดดเข้ามาเช่นกัน

“อะไรกันนักกันหนาเฮ้ย!”

เสียงตวาดดังสนั่นจากด้านหลังทำให้ทุกเสียงเงียบสนิท และคู่ประมือทั้งสองก็หยุดนิ่งยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางวงมองกัปตันที่แหวกคนอื่นเข้ามาอย่างตกใจ “อะไรกันวะเนี่ยเซป คีธ พวกแกทำบ้าอะไรกันหา”

เซปปล่อยดาบตัวเองและยกมือขึ้นมาในท่ายอมแพ้ “ข้าไม่ได้ท้ามันดวลนาลูกพี่”

ส่วนคาน่อนเองตีหน้าซื่อบื้อก่อนจะชี้ไปทางหมอประจำเรือที่นั่งเอ้เต้อยู่ไกลๆ “น้าโอเดลสั่งให้ลองกับเซปอะ”

“อ้าว ห่--นิ”

คนถูกโบ้ยร้องเสียงหลง ทำเอากัปตันผู้กำลังอารมณ์ไม่ดีวันนี้ถึงกับกลอกตาไปรอบๆ

“แกสอนมันซะแบบนี้น่ะสิมันถึงห่วยแตก ยกดาบขึ้นมาเด๊ะ เดี๋ยวข้าจัดเอง”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบๆ โอเดลเองก็ถึงกับอ้าปากค้าง

“เอาจริง? เดี๋ยวไอ้ลูกคุณหนูคนโปรดของนายได้ตายกันพอดี”

“แกเห็นข้าเป็นไรวะเฮ้ย” โรนัลด์ถึงกับหันไปว้ากหมอประจำเรือ

“กัปตันจอมโหดไง แย่เว้ย แกเอาจริงทีไรเปลืองผ้าพันแผลทุกที”

ผู้เป็นบ่นพึมก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินหนีลงไปใต้ท้องเรือ โรนัลด์ส่ายหน้าดิกก่อนจะหันมาทางคาน่อนอีกครั้ง “ข้าบอกให้แกยกดาบขึ้นมาไงคีธ ข้าเอาจริงนะเว้ย”

คาน่อนยกดาบขึ้นมาด้านหน้าตามที่โอเดลเคยสอน หากยังไม่ทันได้ที่โรนัลด์ก็ฟาดดาบในมือตัวเองลงมาปะทะ

“ช้า! เอาใหม่”

หญิงสาวกระพริบตาปริบ ดาบที่ปะทะกันโดยไม่ทันตั้งตัวเมื่อครู่หนักหน่วงจนมือชา เห็นทีที่โอเดลเคยขู่ตอนฝึกที่บ้านบนเนินคงจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้วกระมัง

เคร้ง!!

ดาบของคนตรงหน้าถูกฟาดลงมาอีกครั้ง

“เอาใหม่! อย่าลังเล”

เคร้ง!!

“เอาใหม่อีกรอบ!”

เคร้ง!!

“ช้า!!!!!”

เคร้ง!!

ดาบในมือคาน่อนหลุดกระเด็นไถลไปกับพื้น เธอมองตามมันและตั้งท่าจะเดินไปเก็บ แต่ก็ต้องสะดุ้งกับเสียงว้ากของอีกฝ่ายที่ดังขึ้นมาก่อน

“ห่วย! ห่วยมาก! ห่วยแตก!! ไอ้ที่เจ้าไปเรียนไปรู้อะไรมาเนี่ยลืมไปซะให้หมด เดี๋ยวข้าจะสอนใหม่ให้เจ้าจำไปถึงกระดูกเลย!!!”

และหลังจากวันนั้นหากเหล่าลูกเรือได้ยินเสียงประดาบบนดาดฟ้าเรือที่ดังขึ้นตามมาด้วยเสียงร้องเสียงหลง ให้คาดเดาเอาไว้ก่อนว่าเป็นกัปตันที่จับเจ้าละอ่อนผมแดงฝึกโหดจนบางวันเจ้าหนุ่มน้อยที่โดนคมดาบเรียกเลือดเข้าถึงกับปีนหนีไปเกาะบนเสาก๊าฟบ้าง หรือไม่ก็เจ้าหนุ่มคนเดิมที่โดนไล่ต้อนจนเลือดขึ้นหน้าก่อวีรกรรมอัดคนที่เข้ามารุมแยกกองกับพื้นไปตามๆกันด้วยมือเปล่าบ้าง  กลายเป็นมหรสพครื้นเครงแก้เบื่อของพวกลูกเรือไป



ทว่าจากการพยายามเคี่ยวกรำอย่างใส่ใจของกัปตัน (ซึ่งอาจเป็นความปรารถนาดีของโรนัลด์ที่คิดเผื่อเธอในการเดินทางหลังจากนี้) ทำให้ฝีมือของคาน่อนพอ ‘ใช้งานได้’ ให้เป็นหน่วยคุมเชิงระวังหลังในการปล้นเรือสินค้าของโปรตุเกสที่กำลังมุ่งหน้ากลับลิสบอน

หลังจากเรือเบนหัวออกจากเขตหมู่เกาะอะโซร์สมาไม่นาน เป้าหมายลำหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า ไกลออกไปเบื้องหน้าเรือบรรทุกสินค้าเพียบแปล้ไร้ผู้คุ้มกันลำนั้นกำลังล่องขึ้นเหนืออย่างเชื่องช้า โรนัลด์ยกมือขึ้น พลันธงดำที่มีตราหัวกะโหลกสีขาวและกุหลาบขาวปิดบังดวงตาข้างหนึ่งก็ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสากระโดงพร้อมสัญญาณสั่งเข้าประชิด คราวนี้หญิงสาวผู้ปกปิดตัวตนใต้ภาพกัปตันเรือเป็นผู้นำการโจมตีด้วยตนเอง

หลังผ่านพ้นการเปิดฉากยิงที่กระสุนเข้าเป้าเต็มๆไปสองจุดใหญ่ เรือรบลำโตที่ถูกแปลงสภาพเป็นเรือโจรสลัดแล่นตีคู่ไปกับเรือสินค้าที่ชะลอความเร็วลงเรื่อยๆ  เมื่อสมอของอีกฝ่ายถูกทิ้งลงน้ำ คนที่มีหน้าที่บุกต่างจับเชือกแน่นก่อนโหนตัวข้ามฟากไปยังเรืออีกลำที่ตั้งขบวนลูกเรือเตรียมรับไว้อยู่แล้ว

ลูกเรือของเรือสินค้าเป็นเพียงกะลาสีที่ใช้ชีวิตบนความเสี่ยงแลกเงินค่าจ้างที่บ้างครั้งไม่คุ้มค่า ไม่ใช่คนที่ออกทะเลมาเพื่อสู้รบหรือปล้นชิง ดังนั้นผู้ที่จับดาบป้องกันตัวเมื่อรู้ว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำและไม่อาจต่อสู้ได้อีกจึงวางดาบวิงวอนขอชีวิต ผู้ที่ยังรั้นจะสู้สุดท้ายก็บาดเจ็บจนหมอบกระแตกันไปตามๆกัน ต่างคนต่างถูกต้อนเข้ามุมในขณะที่เหล่าโจรสลัดพากันค้นหาสิ่งมีค่าที่จะเอากลับเรือได้

ในเคบินสินค้าท้ายเรือ นอทราลูกเรือเชื้อสายแอฟริกันค้นพบหีบอะไรบางอย่าง เขาส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นก่อนจะหอบมันมาให้คนเป็นกัปตันดู
คาน่อนชะเง้อชะแง้อยู่ข้างหลังกลุ่มสลัดมุงก่อนจะเห็นว่าของในหีบตรงหน้าคือปืนยาวแบบโบราณคล้ายที่เธอเคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ หากปืนตรงหน้านี้ยังใหม่เอี่ยและมาพร้อมดาบปลายปืนเงาวับคมกริบ

สายตาของกัปตันร่างเล็กวาววับเมื่อเห็นของในกล่อง “โห โชคดีชะมัดที่พวกนี้มีของดีแต่ไม่รู้จักใช้ มีอีกไหมวะนอทรา”

“น่าจะมีอีกสี่ห้ากล่องอะลูกพี่”

“แจ่ม พวกแกไปช่วยมันขนไป เจอกระสุนก็กวาดไปให้หมด”

“อายเซอร์!”



การปล้นครั้งแรกในตอนนั้นนั้นผ่านไปโดยไม่มีเหตุน่าวิตก

และขึ้นชื่อว่าโจรสลัด ย่อมมีการปล้นครั้งที่สองและสามตามมา



ตลอดเวลาแปดเดือนที่ผ่านมาที่เรือลำนี้ลอยลำสู่น่านน้ำอันกว้างใหญ่ของมหาสมุทรที่ถูกเรียกว่าแอตแลนติก โรซามุนด์ทำการปล้นเรือสินค้าตั้งแต่เรือเล็กที่แล่นเลียบชายฝั่งทวีปด้านใต้ที่ถูกเรียกว่าแอฟริกาตะวันตก ไปจนถึงเรือสินค้าลำใหญ่ที่แล่นข้ามมหาสมุทรหลายต่อหลายครั้ง วันเวลาสำหรับคนบนเรือกลายเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่าไม่สลักสำคัญ หากไม่ใช่สำหรับคาน่อน

คืนนั้นเป็นอีกคืนที่เธอนอนมองเพดานเคบินในความมืด พลางนับวันเวลาอยู่ในใจเงียบๆ

หญิงสาวถือกระเป๋าคาดเอวใบที่ติดตัวมาตั้งแต่วันแรกอยู่ในมือ มองจากภายนอกแล้วแทบไม่เห็นความแตกต่างของมันกับถุงทะเลเก่ามอมที่พบเห็นได้ทั่วไปในมิตินี้ เธอรู้สึกว่าคิดถูกที่ขอยืมอุปกรณ์จากฟรีด้าที่บ้านหินบนเนินสูงหลังนั้นมาดัดแปลงและพรางรูปลักษณ์ของมันจนดูไม่เตะตาได้ในที่สุด

เธอใช้มือคลำสำรวจสิ่งของที่อยู่ข้างในให้รู้สึกอุ่นใจ รูปลักษณ์ของสิ่งที่คุ้นเคยอย่างปืน มีดสั้น ไปจนถึงแอร์คอร์ทำให้เธอหายคิดถึงโลกของเธอได้บ้าง
หนึ่งวันสำหรับเธอบนโลกต่างมิตินั้นแสนยาวนานราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด

ไม่ใช่ว่าการเดินทางครั้งนี้มันไม่สนุก

มันสนุก มันตื่นเต้น เธอได้พบกับเรื่องใหม่ ประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยคาดคิดว่าในชีวิตหนึ่งนี้จะได้พบเจอ เรื่องที่เคยฟังเป็นตำนานนิทานก่อนนอนสมัยเด็กของคราทอส บัดนี้ในอีกมิติหนึ่งเธอกลับพบว่าเรื่องที่คล้ายคลึงกัน มันกำลังเกิดขึ้นจริงตรงหน้า

ระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเองมากกว่าเดิม เป็นโอกาสให้เธอได้มองตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ คาน่อนคิดว่าตัวเองปลงตกในเรื่องบางเรื่อง โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในอีกหลายเรื่อง แล้วสำหรับเรื่องบางเรื่อง เธอก็ยังคงเป็นคนเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สิบเอ็ดเดือนกว่าแล้วที่เธอมาอยู่ที่นี่

คาน่อนมองมือของตัวเอง แม้จะอยู่ในความมืดแต่เธอก็รู้ว่าบัดนี้มันกลายเป็นสีคร้ามแดดและดูเป็นมือที่กรำงานหนัก จากตอนแรกที่ไม่คุ้นเคยหากบัดนี้กลับเป็นสิ่งชินตา

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเธอก็อยากให้การเดินทางครั้งนี้เข้าสู่จุดสิ้นสุด เธออยากกลับบ้าน

ที่ของเธอไม่ใช่ที่นี่ แต่เป็นคราทอส

หญิงสาวพยายามทบทวนความทรงจำถึงบทความเกี่ยวกับมิติเวทแปรปรวนที่ตัวเองเคยอ่านพลางนึกสงสัยว่าอีกนานเท่าใดหลุมมิตินั้นจะมาประกฏให้เห็นต่อหน้า

หญิงสาวคิดวนเวียนถึงมันจนกระทั่งหลับไป ทั้งๆที่ยังคงกอดกระเป๋าใส่ของเอาไว้แน่น


11 เดือนกับ 16 วันในต่างมิติของเธอผ่านไปในคืนนั้น



*******************************************


_________________
#3023 Kanon Elegante, Wing Cdr.
Klavier Elegante, Merchant Guild


แก้ไขล่าสุดโดย rparinFYZ เมื่อ Tue Apr 01, 2014 12:10 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
rparinFYZ
ฟอร์เมน
ฟอร์เมน
avatar

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 02/11/2013
ที่อยู่ : No.7's cockpit

Player Information
Total Character(s): 2
Main: Air Force

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023   Tue Apr 01, 2014 12:01 am

หญิงสาวถูกปลุกให้ตื่นในยามเช้ากว่าปกติด้วยเสียงเดินกึงกังวนไปมาในห้อง

“โรนี่?” เธอเปิดผ้าที่มักจะใช้คลุมหน้าเวลานอนขึ้นมามอง “มีอะไรงั้นเหรอ?”

กัปตันเรือร่างเล็กก้มลงมองอีกฝ่ายที่ยังคงนอนอยู่ในเปลก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ “ดูเหมือนจะมีเรือพยายามตามเรามา”

“เอ๋” ได้ยินแบบนั้นหญิงสาวก็ผุดลุกนั่ง “เรืออะไร ตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ไม่รู้เหมือนกัน บนรังกาเห็นไฟไกลๆตั้งแต่ย่ำรุ่งแต่แป๊ปเดียวก็หายไป ตอนนี้ที่เห็นที่ขอบฟ้าก็ไม่รู้ว่าลำเดียวกันรึเปล่า”

“แล้วจะเอายังไงต่อ”

“ไม่รู้”

“อ้าว”

“ตอนนี้เราแทบจะไม่ได้ลมเลย ได้แต่ตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ”

คาน่อนพยักหน้า “มีวี่แววว่าอาจจะยุ่งสินะ”

“ใช่ ยุ่งมากๆด้วย ถ้าตื่นแล้วก็ไปหาอะไรกินซะไปก่อนจะไม่มีโอกาส”

เธอพยักหน้ารับก่อนอีกฝ่ายจะเดินหายไป

ชั่วโมงต่อมาเมื่อหญิงสาวจัดการแต่งตัวเสียใหม่ กินข้าว ตรวจเช็คอาวุธเรียบร้อยก่อนจะโผล่ขึ้นมาบนดาดฟ้า ที่นั่นเธอเห็นต้นหนกับคนยามกำลังปรึกษาอะไรบางอย่างกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดพลางส่องกล้องไปทางเรือเจ้าปัญหาลำนั้นเป็นระยะ กระทั่งในที่สุดดาบิดก็ตะโกนสั่งลูกเรือที่อยู่ใกล้ๆให้รีบไปตามกัปตันที่หายไปในห้องเคบินท้ายเรือกลับมาโดยด่วน

“กัปตัน ท่าไม่ดีแล้วว่ะ”

เฒ่าแกรนท์รายงานทันทีเมื่อโรนัลด์วิ่งออกมาจากเคบินพร้อมกับแผนที่อะไรบางอย่างที่ยับย่นในมือ

“ฝ่ายนั้นชักธงสงครามหรา--ธงแกลลีย์สามแถบกับตราอินทรีดำ”

“เรือรบสเปน!? เวรเอ๊ยได้ไงวะ อีกไม่ถึงอาทิตย์ก็จะถึงเปอร์โตริโก้แล้วแท้ๆ”

โรนัลด์อุทานก่อนจะดึงกล้องอันใหม่เอี่ยมของตัวเองที่เพิ่งปล้นมาได้ไม่นานออกมาใช้

“ใช่ ฟรีเกตลำใหญ่ เกือบขึ้นship-of-the-lineได้เลย”

สีหน้าเคร่งเครียดที่แทบไม่เคยเห็นจากกัปตันในตอนนี้ยืนยันสิ่งที่เฒ่าแกรนท์พูดได้เป็นอย่างดี

“ดาบิด! ตอนนี้สเปนมีฟรีเกตระดับสี่สิบปืนด้วยเหรอ!?”

กัปตันหันกลับมาถามชายผู้เคยเป็นนายเรือแห่งราชนาวีสเปน ผู้มีสีหน้าเครียดพอๆกันคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

“ที่ข้ารู้คือ‘เคย’มี ลำสุดท้ายที่ข้ารู้ว่ามีคือเพรล่า เด เอสปันญ่า แกก็รู้จัก แต่มันจมไปนานแล้วนี่”

“งั้นนี่มันอะไรกันวะ”

“จะไปรู้กับแกเรอะ ถามโรซามุนด์เอาสิ”

โรซามุนด์บ้านแกสิพูดได้! ให้หูหลุดสิ--กลับลำ! หักซ้ายเต็มตัวแล้วกลับลำโว้ย! จะอยู่ให้พ่-แกมาลากลงน้ำเหรอ!!! กราบเรือซ้ายขวาประจำปืน เตรียมบรรจุกระสุน ถือท้ายตามที่สั่ง! เตรียมปืนยาวขึ้นมา ด่งดาบไม่ต้องใส่มันล่ะ มี่กี่กระบอกเอาออกมาให้หมด”

เสียงกัปตันร่างเล็กตวาดต้นหนคู่บุญก่อนจะตะโกนสั่งความเป็นชุดลั่นไปทั่วดาดฟ้า เหล่าลูกเรือวิ่งวุ่นไปมาเตรียมของและอาวุธต่างๆ โรนัลด์เองก็วิ่งกลับเข้าไปในเคบินและกลับออกมาพร้อมเสื้อคลุมและปืนสั้นประจำมือ ก่อนที่ร่างนั้นจะแวบลงไปสั่งความที่ดาดฟ้าปืน

“เฮ้ยพวกแกฟังนะ ถ้าถูกเทียบเรือได้เมื่อไหร่ให้ปิดช่องปืนฝั่งนั้นให้หมดแล้วบรรจุกระสุนเตรียมไว้ แล้วป้องกันอย่าให้ใครลงมาในนี้ได้เป็นอันขาด เข้าใจไหม รอข้าสั่งยิงแกก็ยิงพร้อมกันทั้งฝั่ง”

เหล่าลูกเรือชั้นใต้ดาดฟ้าแม้จะงุนงงกับคำสั่งประหลาดที่มีมาถึงที่มีหากก็พยักหน้ารับโดยไม่โต้แย้ง

กว่าที่โรซามุนด์จะหันหัวเรือกลับได้เรือรบของสเปนที่กินลมมาก่อนแล้วก็ตามมาถึงใกล้มากเหลือเกิน เรือลำนั้นใช้ช่วงจังหวะที่หักเลี้ยวยิงปืนใหญ่ออกมาสี่นัดติดๆกันจนควันปืนลอยคลุ้งตลบไปทั่วบริเวณ

กระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่งตกกระทบราวกั้นกราบเรือหายไปครึ่งแถบ อีกลูกที่แม่นเหมือนจับวางฉีกเอาใบสแปงเกอร์ท้ายเรือที่ไม่ได้ม้วนเก็บขาดเป็นริ้วๆทำเอากับตันโรนัลด์ถึงกับชูหมัดอย่างโกรธแค้น

“แกกล้าดียังไงทำเรือข้าวะเฮ้ย! ตั้งปืนแปดสิบองศาใต้ ยิง!”

เสียงกระสุนกลมๆพุ่งแหวกอากาศหวีดหวิวก่อนจะตกลงไม่ห่างจากเรือลำนั้นนัก โรนัลด์สั่งยิงอีกครั้งหากกระสุนที่เสียไปก็พลาดเป้าทั้งหมด เรือรบสเปนอาศัยใบเรือใหญ่ที่กินลมมาก่อนแล่นตามมาได้อย่างง่ายๆ อีกไม่นานก็คงจะตีคู่มาขนาบได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ระยะที่ใกล้เกินไปจนเริ่มเป็นอุปสรรคกับปืนใหญ่ทำให้ระหว่างเรือทั้งสองลำกลายเป็นสมรภูมิของปืนไฟไปแทน

ลูกเรือที่ใช้ปืนได้ดียืนแอบอยู่ตามกราบเรือพลางรับปืนที่มีคนคอยบรรจุกระสุนให้ยิงใส่ทหารในเรือที่ตามหลังมา จังหวะนั้นโรนัลด์วิ่งหลบหลังแนวปืนบนดาดฟ้าเข้ามาหาคาน่อนที่หลบอยู่อีกฟากพร้อมส่งปืนกระบอกยาวให้ “พอได้ปืนมาใหม่เลยทำเอาข้างบนนี้คนไม่พอเลยแฮะ โอเดลสอนแกใช้ไอ้นี่ยัง”

หญิงสาวส่ายหน้าดิก

“ไม่เคยสอนแต่คิดว่าใช้ได้ แต่ใส่กระสุนไม่เป็นนะบอกไว้ก่อน”

“หา? ยังไง?” กัปตันทำหน้าเหวอเมื่อได้ยินคำตอบ คาน่อนกลอกตาไปมาอย่างนึกรำคาญ มันใช่เวลามาถามซอกแซกไหม

“ใช้ได้ละกัน ส่งมา”

พูดจบประโยคก็คว้าปืนในมืออีกฝ่ายขึ้นมาถือเองโดยไม่รอ เธอทดสอบน้ำหนักตัวปืน ระยะการจับเป้าหมายที่ควรจะเป็น ก่อนจะวางตัวปืนพาดบนกราบเรือ ดวงตาสีอ่อนจ้องมองนายทหารบนเรือตรงข้ามก่อนจะเล็งอย่างประณีตและลั่นไก

โรนัลด์ที่จ้องมองอย่างเงียบๆเห็นนายทหารผู้หนึ่งผงะหงายกุมแขนตัวเองพร้อมเสียงร้องลั่นก็พยักหน้าช้าๆ “เออ ข้าเชื่อละ แกเห็นอันไหนพร้อมยิงก็จัดการเลยละกัน แล้วก็...เอานี่ไปเก็บไว้่กับตัวไป”

กัปตันเรือสาวในมาดชายหนุ่มส่งปืนสั้นของตัวเองที่บรรจุกระสุนแล้วมาให้ “ใช้เฉพาะตอนจำเป็นจริงๆเท่านั้นนะ ดูแล้วอยู่กับแกจะมีโอกาสได้ใช้มากกว่าอยู่กับข้าว่ะ”

“ได้เลย ‘ใจมาก”

หญิงสาวรับปืนมาเสียบไว้กับเข็มขัด ในใจไพล่คิดไปถึงปืนสั้นประจำตัวซึ่งบัดนี้นอนอยู่ในก้นกระเป๋าคาดเอวที่เก็บไว้ติดตัวไม่เคยห่าง อันที่จริงหากโลกนี้มีอาวุธอะไรที่คล้ายแบบนั้นคงจะดีไม่ใช่น้อย


ในที่สุดโรซามุนด์ก็ถูกฟรีเกตลำใหญ่ของราชนาวีสเปนเทียบข้าง เชือกตะขอถูกเหวี่ยงข้ามมาก่อนจะตามด้วยเหล่าทหารเรือติดอาวุธเต็มพิกัดโหนเชือกมาเป็นกลุ่มๆ ลูกเรือที่อยู่ใกล้ต่างวิ่งไปจู่โจมป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายขึ้นเรือได้ หากบางคนกลับโดนกระสุนปืนที่ยิงมาจากอีกฝั่งล้มกลิ้งไป ดาดฟ้าเรือยามนี้กลายเป็นสนามรบย่อมๆ หากท่ามกลางความเคลื่อนไหวนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่เรียกร้องความสนใจจากทุกคนได้ชะงัด

“สวัสดีโรซามุนด์ อ้อไม่สิ ที่ถูกควรจะเรียกว่า เอชเอ็มเอส โรซามุนด์ ข้าเข้าใจถูกไหมกัปตันโรนัลด์ ยอร์ค?”

ผู้บังคับการในชุดเครื่องแบบราชนาวีสเปนเอ่ยทักกัปตันโจรสลัดทันทีที่ย่างเท้าขึ้นมาบนลำเรือ เหล่าโจรสลัดชักดาบขึ้นขู่ไม่ให้ทหารเรือที่ถือปืนเล็งเข้ามาใกล้ หากโรนัลด์ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของลำเรือกัดฟันกรอดและแหวกลูกเรือของตัวเองที่ยืนขวางอยู่ออกมา “โรซามุนด์เป็นของข้า ลงไปจากเรือข้าซะก่อนจะหาว่าข้าไม่เตือน”

“เรื่องอะไร โจรสลัดชื่อก้องอย่างเจ้าใครๆก็อยากได้ไปแลกค่าหัว” นายทหารหนุ่มพูดด้วยทีท่าสบายๆก่อนจะทำท่าเหมือนเคาะฝุ่นที่ติดรองเท้าออก “และถ้าเกิดข้าทำได้ก็คงได้รับบำเหน็จอีกหลายชั้น ว่าไหม?”

“แกคงลืมไปแล้วมั้งว่าใครในเรือลำนี้ได้ตราตั้งจากกษัตริย์ของแกกัน” โรนัลด์ตอบพลางมองกริยานั้นอย่างเหยียดหยาม

“เรื่องนั้นข้าไม่สน” ร่างนั้นพูดเรื่อยๆในขณะที่ดึงดาบออกมาสำรวจความสะอาดเรียบร้อย ก่อนที่อึดใจต่อมาจะใช้มันชี้หน้ากัปตันโรนัลด์ “ทหาร! จับมัน!!”

สิ้นเสียงสั่งกระสุนปืนนัดแรกก็ระเบิดขึ้นก่อนที่โจรสลัดคนหนึ่งจะล้มลง สำหรับคนที่เหลือต่างมองตามและชะงักค้างไปชัวขณะด้วยความตกตะลึง ทันใดนั้นความโกลาหลก็เริ่มต้น คมดาบถูกเงื้อขึ้นก่อนจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูตรงหน้าด้วยความโกรธแค้น

“แบบนี้แหละข้าถึงไม่ชอบขี้หน้าพวกสเปน!” กัปตันเรือว้ากขึ้นมาอย่างเหลืออดในขณะฟาดดาบใส่ทหารเรือที่ยกปืนขึ้นกัน ทำเอาดาบิดที่สู้ติดพันอยู่ท้ายเรือต้องตะโกนตอบกลับมา “ข้าก็สเปนนะโว้ย”

ข้าหมายถึงพวกทหารเรือเว้ยไอ้เซ่อ!

คาน่อนหลบความวุ่นวายอยู่ตรงช่องบันไดท้ายเรือ ข้างกายคือลูกเรือชาวดัทช์ที่ทำหน้าที่บรรจุกระสุนปืนส่งให้ หญิงสาวใช้มันสอยนายทหารสเปนทีละคน หากก็เข้าเป้าบ้างพลาดเป้าบ้างด้วยความไม่คุ้นเคย

“เอชเอ็มเอส? หมายถึงอะไรน่ะ?”

หญิงสาวหมายถึงบทสนทนาระหว่างกัปตันเรือทั้งสองเมื่อครู่

“His Majesty’s Ship เรือลำนี้เคยเป็นเรือรบมาก่อนไงล่ะ ไม่รู้เหรอ”

คาน่อนส่ายหน้า “ไม่เชิง แค่ลืมไปว่าที่บ้านเกิดไม่ค่อยได้พูดถึงคำนี้น่ะ”

“อ๋อ”

ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจพลางส่งปืนอีกกระบอกให้ลูกเรือสเปนที่อยู่อีกฟากบันไดได้ใช้ “ว่าแต่กัปตันนี่ก็เอาเรื่องเหมือนกันแฮะ ข้าก็ว่าแล้วนี่มันดูยังไงก็เรือรบ แต่ไปเอามาทำเป็นเรือโจรสลัดเนี่ยจะว่าทำได้เจ๋งรึทำให้เสียดายของดี”

หญิงสาวยักไหล่ก่อนจะตอบปัดหัวข้อสนทนาไป “ไม่รู้สิ ว่าแต่ไอ้ที่ถืออยู่นั่นน่ะใช้ได้รึยัง ได้แล้วก็ส่งมา”

“เออ โทษทีๆ”

ระหว่างที่คุยกันสถานการณ์ข้างนอกก็เริ่มวุ่นวายขึ้นทุกที บนดาดฟ้ามีทั้งลูกเรือโจรสลัดตัวเปื้อนเลือดนั่งกองนอนกองอยู่บนจุดต่างๆ ทั้งทหารเรือที่นอนนิ่งราวกับไร้ลมหายใจ ลูกเรือที่เธอยังเห็นขยับไหวหากเห็นว่าตนพ้นอันตรายแล้วก็ไม่รอช้าที่จะโยนทหารเรือลงน้ำ ไม่ก็ลากเพื่อนที่บาดเจ็บหลบกระสุนมาตามทางเดิน หญิงสาวหลบทางให้อีกฝ่ายที่หอบคนเจ็บลงบันไดมาอย่างทุลักทุเล โชคดีที่ในดาดฟ้าปืนนี้ยังไม่มีผู้บุกรุกคนใดที่ยังอยู่รอด หรือไม่หากยังรอดก็โดนจับเหวี่ยงออกไปตามช่องปืนข้างเรือด้านที่ยังเปิดอยู่

คาน่อนตัดสินใจออกไปที่ดาดฟ้าหลังจากผ่านมาแล้วครู่หนึ่ง ปล่อยหน้าที่เฝ้าบันไดไว้กับนักแม่นปืนชาวสเปนผู้สร้างผลสัมฤทธิ์ทางการยิงได้มากกว่า หญิงสาวกำด้ามดาบแน่นแม้จะไม่มั่นใจนัก หากเป้าหมายของเธอไม่ใช่ร่วมวงในการต่อสู้ แต่เป็นเพื่อนร่วมเรือที่ยังมีชีวิตรอด คิดได้เช่นนั้นคาน่อนก็ออกวิ่ง เบี่ยงตัวหลบคมดาบ วิ่งผ่านการต่อสู้ไปหาร่างที่นอนฟุบตามจุดต่างๆทีละคน คนไหนที่เธอรู้ว่ายังอาจมีหวังก็จับแขนขึ้นพาดบ่าแล้วพาร่างลากไปอย่างทุลักทุเล ก่อนส่งต่อให้หนุ่มดัทช์ที่หมดหน้าที่ตรงช่องบันไดรับร่างเพื่อนร่วมเรือลงไปข้างล่างอีกแรง

หลังจากกลับมาจากการส่งผู้บาดเจ็บเป็นรอบที่สาม คาน่อนก็ออกวิ่งข้ามไปด้านท้ายเรือ หากร่างของลูกเรือกแอฟริกันอีกคนหนึ่งถลามาขวางหน้าพร้อมรอยแผลฉกรรจ์จากกระสุนปืน ตามด้วยนายทหารเรือที่ง้างดาบพุ่งเข้ามาอย่างมุ่งร้าย หญิงสาวไม่อาจทำอะไรได้นอกจากยกดาบขึ้นกัน

เสียงโลหะปะทะกันดังเคร้งและสีหน้าของทหารหนุ่มนายนั้นก็ดูไม่พอใจขึ้นมา “ถ้าอยากตายตามเพื่อนขนาดนั้นทำไมไม่บอกล่ะวะ”

นัยน์ตาของอีกฝ่ายฉายแววบ้าคลั่ง ไม่รู้ว่าเกิดเพราะนึกสนุกที่ได้ฆ่าฟัน หรือจากความรู้สึกเหนือกว่าจนหลงระเริงในพลังอำนาจที่คิดว่าตัวเองมี หญิงสาวรู้ว่าคนที่อยู่ในห้วงอารมณ์นี้ทั้งน่ากลัวและสังหารได้ง่ายพอๆกัน การที่อีกฝ่ายเริ่มฟาดดาบลงมาด้วยความรุนแรง เห็นจะมาจากอารมณ์หงุดหงิดที่ไม่สามารถฉวยโอกาสจบชีวิตลูกเรือคนเมื่อครู่ได้ คาน่อนที่จับจังหวะดาบของอีกฝ่ายไม่ถูกได้แต่การ์ดรับและถอยหนีเพื่อหาที่ว่างและจังหวะสวนกลับ

เมื่อเห็นโจรสลัดตรงหน้าได้แต่ปัดป้องการโจมตีนายทหารสเปนจึงเริ่มทวีความหงุดหงิด เขาสอดส่ายสายตาคิดหาทุกวิธีที่จะเอาชนะ หากจนแล้วจนรอดคนตรงหน้ายังปัดป้องได้ดีทุกดาบ หลบได้ทุกครั้งที่พยายามยื่นขาไปสะกิด ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้าวประชิดและเตะเสยเข้าให้ด้วยหมายใจว่าอีกฝ่ายจะต้องทรุดไปกองกับพื้นเป็นแน่

หากนายทหารหนุ่มไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคือหญิงสาวผู้เริ่มหงุดหงิดกับการใช้ขาเก้ๆกังๆที่พยายามสะกิดให้ล้มอย่างน่ารังเกียจ เมื่ออีกฝ่ายเตะขาขึ้นคาน่อนจึงถอยหลับ และในจังหวะนั้นกลายเป็นว่าหญิงสาวโดนถีบเข้าเต็มรักจนหงายหลังแทน

ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความเจ็บ

ความรู้สึกที่สองคือกราบเรือที่อยู่ด้านหลัง หญิงสาวตาเบิกกว้างเมื่อเพิ่งรู้ว่าตัวเองเอาแต่ถอยมาตั้งรับจนหลังพิงฝาเสียแล้ว

และความรู้สึกที่สามคือเงาอีกฝ่ายที่ทอดทับพร้อมกับคมดาบที่เงื้อง่าหมายเสียบแทงทะลุร่าง และเป็นเพราะไม่มีที่ให้ถอยหนีอีกต่อไปแล้วเธอจึงไม่อาจพลิกตัวทิ้งระยะหลบคมของดาบเซเบอร์ด้ามยาวในมือของนายทหารผู้นั้นได้ทัน

ความเย็นของโลหะคือสิ่งที่เธอรู้สึกเมื่อมันพุ่งผ่านข้างลำตัวไปและปักคาอยู่ที่กราบเรือ คาน่อนหัวใจกระตุกวูบ ไม่ใช่ตกใจที่บาดเจ็บ หากกังวลถึงกระเป๋าติดตัวที่เต็มไปด้วยสัมภาระจากบ้านเกิด หากทำหล่นทิ้งไว้ผิดที่ทางหรือตกอยู่ในมือใครคงไม่ดีแน่ เมื่อเห็นช่องว่างหญิงสาวก็รีบกระโดดหนีดาบเล่มนั้นและเจ้าของมันที่กำลังพุ่งเข้าใส่เพื่อตามซ้ำโดยสัญชาตญาณ มือที่ว่างรีบตะปบสายกระเป๋าคาดเอวที่อยู่ใต้ผ้าและเข็มขัดรวมหลายชั้นก่อนจะพบว่ามันได้รับความเสียหายเพียงน้อยนิด เมื่อตั้งสติได้หญิงสาวก็คำรามลั่นใส่อีกฝ่ายด้วยความโมโห โดยลืมใส่ใจถึงบาดแผลที่เพิ่งได้รับเมื่อครู่ไปสนิท

ตัวชั้นไม่ใช่ที่เสียบดาบของแกนะเว้ย!”

ด้วยระยะที่ยังคงใกล้เกินไปกว่าจะถอยสู่ระยะดาบได้ทัน เจ้าหล่อนจึงฟาดกั่นดาบที่ยังคงกำอยู่ในมือแน่นไปที่คู่กรณีสุดแรงเกิด นายทหารหนุ่มที่เพิ่งดึงดาบคู่มือออกมาจากไม้ได้ผวาเฮือก หากคาน่อนก็กระชากเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาหาก่อนฟาดมันซ้ำลงไปอีกครั้งด้วยอาการที่เหมือนน็อตหลุด

“อย่ามาดูถูกกันนะเว้ย นึกว่าแน่รึไง เป็นถึงชายชาติทหารแต่ใช้วิธีสู้ได้ห่วยแตกกว่าอันธพาลข้างถนนอีก ไอ้คนทุเรศ!!”

แม้จะโมโหเดือดหากคาน่อนก็ห้ามตัวเองไว้ไม่ให้โขกหน้าผากใส่อีกฝ่ายได้ทันก่อนที่จะทำให้ตัวเองเสี่ยงต่อการเปิดเผยความลับ ด้ามดาบที่ถูกกำแน่นจึงถูกฟาดใส่ใบหน้าอีกฝ่ายเป็นคำรบสาม หญิงสาวปล่อยมือตัวเองจากชุดเครื่องแบบก่อนจะถีบอีกฝ่ายสุดแรง ร่างสูงของนายทหารเรือโชคร้ายปล่อยดาบหลุดมือและผงะหงายเหมือนนกปีกหักก่อนจะร่วงลงไปนอนที่พื้น

หญิงสาวที่ลืมความเจ็บตรงสีข้างไปหมดสิ้นง้างเท้าเตะร่างที่กองสลบอยู่กับพื้นเต็มรักเข้าให้อีกครั้งก่อนเดินจากมา

ผ่านไปครู่ใหญ่บนดาดฟ้าด้านนอกนั้นก็เหลือนายทหารเรืออีกไม่มากนัก หากเป็นคนมีฝีมือที่ต้องใช้ลูกเรือหลายคนรุมถึงจะเอาอยู่ นายทหารที่ยังคงอยู่บนเรือของตัวเองก็ดูเหมือนว่าจะได้รับคำสั่งให้คอยเตรียมพร้อมอยู่ในเรือ หากแต่ก็มีบางนายที่คอยยกปืนเล็งยิงก่อกวนเข้ามาอยู่ตลอดเวลา  แวบหนึ่งที่เธอเห็นดาบิดพุ่งเข้าไปช่วยเซปที่โดนทหารระดับรองผู้บังคับการฟันเลือดสาด อีกฝั่งหนึ่งนอทราจับคู่กับลูกเรืออังกฤษป่วนนายทหารที่แกว่งหอกปลายปืนไปมาเพื่อป้องกันตัว เบอร์วิคลูกเรือชาวดัทช์ที่เป็นคนคอยส่งปืนและยังคอยแบกคนเจ็บอยู่เมื่อครู่บัดนี้ก็ออกไปยืนอยู่ในกลุ่มที่กำลังรุมโจมตีทหารเรือระดับรองผู้บังคับการอีกนายหนึ่งเช่นกัน

ใจกลางความวุ่นวายนั้นคือโรนัลด์ที่กำลังรับมือผู้บังคับการเรือหนุ่มผู้นั้นอยู่เพียงลำพัง เสียงดาบปะทะกันดังเป็นจังหวะ เธอเห็นชายหนุ่มผู้นั้นหน้าซีดลงเรื่อยๆเมื่อถูกจังหวะดาบที่หนักหน่วงของกัปตันโจรสลัดรุกไล่จู่โจม ร่างสูงถูกต้อนให้ถอยหลังไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้ตัวจนกระทั่งร่างนั้นชนเข้ากับกราบเรือที่อยู่ด้านหลัง

“อะฮ่า เสร็จข้าล่ะ!”

โรนัลด์ประกาศก้องในการประดาบครั้งสุดท้ายที่งัดดาบในมืออีกฝ่ายให้หลุดกระเด็น ท่วงท่าเดียวกับที่คาน่อนเคยเจอในวันที่อีกฝ่ายสอนดาบให้เป็นครั้งแรก กัปตันโจรสลัดใช้ปลายดาบในมือชี้หน้าอีกฝ่ายที่ชูมือทั้งสองข้างในระดับใบหน้าด้วยท่าทีของการยอมแพ้โดยสิ้นเชิง
“ว่ายังไงล่ะเจ้าทหารเรือผู้ทรง ‘เกลียด’ คิดผิดไปหรือเปล่าที่มองว่าพวกข้าเป็นหมูที่จะยอมให้แกล่าได้ง่ายๆน่ะหา”

คาน่อนเห็นผู้บังคับการเรือนายนั้นถึงกับกลืนน้ำลายเมื่ออีกฝ่ายจ่อปลายดาบเข้าไปใกล้ใบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆหากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นต่อมาก็หยุดเหตุการณ์ทุกอย่างในเรือได้ชะงัดนัก

เพราะเมื่อนายทหารซึ่งนอนนิ่งอยู่ที่พื้นเสมือนตายไปแล้วคนนั้นกระโจนขึ้นมาทั้งตัว ในมือถือดาบหน้ากว้างซึ่งคงแย่งมาจากลูกเรือที่นอนสลบคว่ำอยู่ข้างกัน นายทหารผู้นั้นพุ่งเข้าใส่กัปตันโจรสลัดจากด้านหลังโดยไม่ให้ตั้งตัว

ทว่าในชั่ววินาทีนั้นเอง ดาบิดที่คอยเฝ้ามองความปลอดภัยของกัปตันอยู่ห่างๆและสังเกตุเห็นความเคลื่อนไหวของนายทหารนายนั้นเป็นคนแรกก็ตะโกนลั่น “โรนี่ระวัง!!”

ไวเท่าความคิด คาน่อนกระชากปืนสั้นที่เจ้าของมันฝากเอาไว้ให้ออกมาจากเข็มขัด และโดยไม่รอให้ยกขึ้นถึงตำแหน่งเล็งหญิงสาวก็ตัดสินใจลั่นไกออกไปทันที

เสียงปืนนัดนั้นแทบจะกลบทุกเสียงให้เงียบกริบ ทหารนายนั้นล้มคว่ำลงพร้อมกับเลือดที่กระเซ็นขึ้นไปบนอากาศ และนั่นทำให้คาน่อนเห็นว่านอกจากรอยกระสุนที่เธอฝากไว้แล้วยังมีมีดสั้นซึ่งคาดว่าเป็นฝีมืออันแม่นยำของสลัดหนุ่มชาวแอฟริกันปักคาอยู่บนแผ่นหลัง

โรนัลด์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเพียงพริบตาที่หันมาตามเสียงเรียกก่อนที่จะแหกปากตะโกนเสียงลั่น “ดาบิด เอาเลย!”

“อายเซอร์! ลุง!”

“เปิดช่องปืน! ยิง!!!!”

เสียงสุดท้ายที่ดังขึ้นมาจากเฒ่าแกรนท์ที่ดอดเผ่นลงจากรังกามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ สลัดเจนทะเลทวนคำสั่งให้ลูกเรือที่เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วจุดชนวนปืนใหญ่จนได้ยินระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาจากดาดฟ้าปืน โรซามุนด์ทั้งลำสะท้านเยือก หากเมื่อควันปืนจางลงก็เผยให้เห็นภาพของเรือฟรีเกตส์ลำใหญ่ตรงหน้าที่ถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวโดนกระสุนปืนใหญ่ระยะประชิดจนเป็นรูกระสุนตลอดแนว

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้ากัปตันโรนัลด์เมื่อเห็นผลลัพท์ของคำสั่งประจักษ์ชัดกับตา ดวงตาคมสีเขียวจัดมองกราดไปทั่วลำเรือก่อนจะตะโกนสั่งการ
“คีธ นอทรา เบอร์วิค! จัดการท็อปกาแลนท์กับท็อปเซิลใหม่ที เราจะไปกันแล้ว!”

“อายเซอร์!!”

สามคนผู้อยู่ใกล้เสาแต่ละต้นที่สุดรับคำสั่งก่อนจะโหนตัวขึ้นไปบนเพลาผูกใบเรือ แน่นอนว่ากัปตันคงไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคาน่อน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สั่งให้หญิงสาวทำเช่นนั้นแน่ คาน่อนแผลอตัวแตะที่ปากแผลก่อนจะพบว่าทั้งเสื้อ เสื้อคลุม รวมไปถึงผ้าที่ใส่ไว้ข้างในเพื่อปิดบังรูปร่างบัดนี้ชุ่มไปด้วยเลือด

ชั่วพริบตาใบเรือบนทั้งหมดของเสาหลักกับเสาท้ายก็ถูกหย่อนลงมาแล้ว หากคาน่อนผู้รับหน้าที่ปีนเสาหน้ายังงุ่มง่ามผูกเชือกที่ขาดระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่อยู่ มือที่ชุ่มเลือดแม้จะป้ายเช็ดออกแล้วแต่ก็เป็นเหตุให้ทำให้การทำงานช้าลง ทว่าหญิงสาวก็จัดการผูกใบเรือให้ตึงได้ในที่สุด


“ไปล่ะนะหน้าโง” โรนัลด์พูดทั้งที่ยังเอาดาบชี้หน้าผู้การเรือรบ “เจอกันใหม่ชาติหน้า และอ้อ--- ถ้าไม่อยากให้ข้าเป็นผู้รับใช้ในพระองค์ร่วมกับแกนักล่ะก็ ในนามแห่งกุหลาบ ข้าก็จะไม่เป็น และถ้าข้าเปลี่ยนผู้ที่ข้ารับใช้เมื่อไหร่ พวกสเปนอย่างแกก็เตรียมหนาวไปถึงข้อกระดูกได้เลย”

ผู้บังคับการหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ที่เชื่อมโยงกันกับคำนามเปรียบเปรยนั้น

“นามแห่งกุหลาบ.. หรือเจ้าจะหมายถึง…!”

“ในนามของตัวข้าเองเนี่ยแหละ!”

โรนัลด์ส่ายหน้า กัปตันโจรสลัดตอบพร้อมรอยยิ้มเย็นก่อนจะตวัดดาบฟันเฉียงร่างอีกฝ่าย ผู้การทหารเรือสะดุ้งร้องเสียงลั่น และก่อนที่ใครจะรู้ตัว ร่างนั้นก็ถูกผลักให้ลอยละลิ่วลงมากระแทกผืนน้ำเรียบร้อย

และนั่นเท่ากับเป็นสัญญาณของการเปิดฉากยิงอีกครั้ง

เหล่าลูกเรือบนดาดฟ้าพากันหาที่หลบกันจ้าละหวั่น ดังนั้นเป้าหมายตัวโตจึงเหลือเพียงคนๆเดียวที่เพิ่งโรยตัวลงมาจากเพลาเรือ และในมือยังคงถือดาบแน่นไม่ยอมปล่อย



คาน่อนเบิกตากว้างเมื่อรู้สึกถึงความร้อนของกระสุนที่พุ่งเข้าฝังในหัวไหล่ มือที่เผลอจับแผลจนชุ่มเลือดเมื่อครู่และไม่ทันคว้าบันไดเชือกให้ดีจึงลื่นหลุด แรงผลักของกระสุนปืนทำให้ทั้งร่างนั้นผงะหงายร่วงหล่นลงจากกราบเรือที่เหยียบยืน

เบื้องหลังคือผืนทะเล

เจ็บชะมัด

“คีธ/เจ้าหนู/ไอ้หนุ่ม!!”

ในหูได้ยินเสียงเรียกสามเสียงที่ดังประสานกัน ไม่สิ บางทีอาจจะมากกว่านั้น แต่เธอแยกแยะเสียงไม่ออก

จะว่าไป จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้แฮะว่าจริงๆแล้วยายนั่นชื่อจริงชื่ออะไร

คาน่อนกระพริบตาอย่างวิงเวียน เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดวูบจากข้างหลังอีกครั้ง ท้องฟ้าสีจัดเบื้องบนเปลี่ยนเป็นความมืด ก่อนที่ทั้งร่างจะเหวี่ยงไปมาและพลิกคว่ำคะมำหงาย และสุดท้ายคือการสัมผัสกับพื้นดินที่เปียกชื้น



ให้ตายสิ

วันนี้...

ฝนก็ยังตก











*******************************************

_________________
#3023 Kanon Elegante, Wing Cdr.
Klavier Elegante, Merchant Guild
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
rparinFYZ
ฟอร์เมน
ฟอร์เมน
avatar

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 02/11/2013
ที่อยู่ : No.7's cockpit

Player Information
Total Character(s): 2
Main: Air Force

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023   Tue Apr 01, 2014 12:17 am




คาน่อนลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในความมืด หญิงสาวหายใจหอบ หัวใจเต้นแรง เหงื่อท่วมไปหมดทั้งตัว

ความทรงจำของต่างมิติยังคงอยู่ในหัวเธอ มีอิทธิพลอยู่ในความฝัน

ช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีที่นั่น เธอกลับพบว่ามันผ่านไปเพียงแค่สามวัน


เป็นสามวันที่ยาวนานที่สุดในชีวิตเลยทีเดียวล่ะมั้งนี่


เพราะเมื่อรู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็พบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในห้องไอซียูของFHCP ท่ามกลางอุปกรณ์พยุงชีพที่ส่งเสียงดังหึ่งๆเหมือนผึ้งที่บินวนไปมาภายในห้องที่เงียบกริบ

เรื่องราวของวันที่เธอกลับมาคราทอสนั้นเป็นเรื่องที่หมอเล่าให้ฟังในภายหลัง

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกพรำๆมาตั้งกลางดึกของคืนก่อนหน้า

สองพ่อลูกผู้ทำอาชีพหาของป่าหายากก็เข้าป่าตามปกติ หากวันที่สิ่งหนึ่งที่อีกพวกเขาพบคือร่างของหญิงสาวที่นอนจมกองเลือดอยู่กลางสายฝน

หน่วยกู้ภัยถูกเรียกตัวมาในทันที หากก็ใช้เวลาไปพักใหญ่กว่าที่ทั้งทีมจะเข้าถึงตัวคนเจ็บได้ และอีกพักใหญ่กว่าที่จะสามารถลำเลียงตัวเธอออกมาได้อย่างปลอดภัย หญิงสาวถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดในทันทีเพื่อเอาหัวกระสุนออก รวมถึงรักษาแผลที่ได้รับจากคมดาบที่แม้จะไม่ใช่แผลลึก หากก็อยู่ใกล้กับเส้นเลือดใหญ่จนอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ

ในระหว่างนั้นนักเวทและนักทำนายที่ร่วมมือกันในการค้นหาตัวผู้กลับมาจากมิติเวทแปรปรวนก็แกะรอยเธอมาจนพบตัว ดังนั้นหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น ทางโรงพยาบาลจึงได้รับคำขอจากสมาคมFHCPให้ส่งตัวหญิงสาวไปยังศูนย์พยาบาลของสมาคมแทบจะในทันที

และเรื่องจากนั้นก็เป็นอย่างที่เธอรู้


หลังจากฟื้นคืนสติ คาน่อนยังคงต้องอยู่ใต้การดูแลของแพทย์จากสมาคมFHCPต่อไป เหล่านักวิจัยและแพทย์เฉพาะทางเข้ามาพบเธอทีละคนสองคนเพื่อสอบถามอาการ ซึ่งเธอก็ได้แต่เล่าเรื่องในต่างมิติเพียงคร่าวๆโดยละเว้นรายละเอียดเล็กน้อยที่คิดว่าไม่สำคัญต่อการรักษาไปเสีย

เรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้น เธออยากเก็บไว้กับตัวเองเพียงคนเดียวมากกว่าจะแบ่งปันกับใคร เธอเห็นว่ามันไม่สำคัญต่อการรักษาและบางอย่างก็ป่วยการจะเล่าให้พวกเขาเข้าใจ

ทว่ากับคำถามที่ได้รับในระหว่างการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางท่านหนึ่งนั้นกลับกลายเป็นบางอย่างที่คอย รบกวนความคิดของเธอเรื่อยมา

“เอ้อ ขอโทษนะที่ถามอะไรที่อาจทำให้คุณไม่สบายใจ”

หญิงสาวจำได้ว่าตัวเองส่งรอบยิ้มเป็นคำถามกลับไปให้ “ทำไมเหรอคะ”

“คือ นั่นน่ะค่ะ แผลใหญ่จนหมอกลัวแทน” คุณหมอพูดพลางชี้แผลเป็นใหญ่ที่ขาเธอพร้อมทำสีหน้าหวาดๆเล็กน้อย

เมื่อเห็นเช่นนั้นคาน่อนก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันชินแล้ว ไม่ว่าใครถ้าเห็นเข้าก็ตกใจกันทั้งนั้นล่ะค่ะเพราะมันออกจะน่ากลัวเกินไปสักหน่อย”

“นั่นสินะ แผลใหญ่น่าดูเลย ขอโทษนะคะที่หมอต้องถามซอกแซก แต่นั่นก็ได้มาจากต่างมิติด้วยรึเปล่าคะ?”

คาน่อนกะพริบตาปริบใส่คำถามของอีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มนิดๆด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยวูบหนึ่ง

“เปล่าหรอกค่ะ มันเกิดตอนที่ยังอยู่ในคราทอสนี่แหละ”



เธอจำไม่ได้แล้วว่าคุณหมอท่านนั้นคุยอะไรกับเธอต่อ แต่มีประโยคหนึ่งที่เธอจำได้ดี

‘แผลที่ตัวจะใหญ่แค่ไหน ยังไงหมอก็ยังมีทางรักษาได้ ถ้าเทียบกับแผลที่ใจแล้วหมอได้แต่ชี้นำ คนที่รักษาได้ก็มีแต่ตัวของคนเจ็บเองเท่านั้นนะคะ’

นั่นสินะ

คงถึงเวลาที่จะต้องหาทางรักษามันสักทีกระมัง





ในวันสุดท้ายของคาน่อนที่ศูนย์พยาบาลของFHCP เธอได้พบและพูดคุยกับผู้เป็นหมอเจ้าของไข้เพื่อฟังสรุปอาการคร่าวๆ และรอการอนุมัติให้ออกจากการเฝ้าระวังสถานะแทรกซ้อนที่ได้รับจากมิติเวทแปรปรวน

ในไฟล์ประวัติคนไข้ที่หมอแนบเป็นรายงานให้ศูนย์พยาบาลทัพอากาศระบุไว้ว่า อาการบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ได้รับส่งผลทำให้กระดูกไหปลาร้าด้านขวาร้าว หมอได้ผ่าตัดเพื่อนำหัวกระสุนออกและยึดดามกระดูกให้เข้าที่ ในระหว่างนี้จำเป็นจะต้องใส่เฝือกอ่อน ห้ามขยับเคลื่อนไหวเกินความจำเป็น ที่สำคัญคืออาจจะต้องพบแพทย์ด้านกายภาพบำบัดเพิ่มเติมก่อนกลับเข้าประจำการตามปกติ
บาดแผลจากของมีคม แพทย์ได้ทำการเย็บปิดแล้วก็จริง แต่แผลมีอาการติดเชื้อเล็กน้อยเนื่องจากถูกสัมผัสด้วยมือที่สกปรก โดนน้ำฝน ถูกอากาศอีกเป็นเวลานาน ในระหว่างนี้แพทย์ได้ให้ยาตามอาการ หากเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดแผลที่เย็บไว้ติดสนิทดีแล้วก็จะทำการนัดตัดไหมอีกครั้งหนึ่ง

และข้อสุดท้ายในรายงานกล่าวถึงบาดแผลเก่าเล็กๆน้อยๆที่หญิงสาวได้รับตั้งแต่ช่วงเดือนแรกที่ถูกจับให้รับการฝึกต่อสู้ด้วยดาบ รอยแผลแตกที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุระหว่างที่เรือพบกับสภาพอากาศที่รุนแรงกลางทะเล

เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่านอกจากจุดที่บาดเจ็บ อาการอ่อนเพลีย ขาดน้ำเล็กน้อย และขาดวิตามินซี นาวาอากาศโทหญิงก็ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยแทรกซ้อนใดๆอีก จึงอนุญาตให้ทำเรื่องของส่งตัวไปรักษาต่อยังศูนย์พยาบาลของกองทัพอากาศต่อไปได้ในที่สุด









*******************************************




ทันทีที่เห็นหน้าตาของผู้มาเยี่ยมคนแรกหลังจากกลับถึงฟีนิกซ์หญิงสาวก็ยกยิ้ม

“ไอน์ไดร์ด!”

เสียงเรียกนั้นทำเอาแวร์ไฮบริดหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องชะงักกึก ด้วยอีกฝ่ายมักจะหยอกล้อโดยการเรียกเขาว่าอาจารย์และแทบไม่เคยเรียกชื่อเขาเลยสักครั้ง

“สมองกระทบกระเทือน?”

หญิงสาวทำตาโต จ้อง ก่อนที่ในที่สุดเธอจะส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ก็ถ้าการที่เธอยอมเรียกชื่อเขาถือเป็นเรื่องแปลกแล้วล่ะก็ การที่เขายอมเปิดปากพูดก็เป็นอะไรที่แปลกยิ่งกว่า

“โอย ขำจนน้ำตาไหลแน่ะ! แต่ก็ขอบคุณนะที่มาเยี่ยม”

เธอยิ้มตาหยีก่อนจะยกนิ้วขึ้นเช็ดน้ำตา

“ไหนสัญญาแล้วว่าจะไม่เจ็บตัวกลับมา”

คาย่อนยักไหล่ “ไม่ได้ผิดสัญญา ไม่ได้เจ็บตัวเพราะสงครามเสียหน่อย”

“......”

“ความผิดของมิติเวทแปรปรวนต่างหาก”

แวร์ไฮบริดหนุ่มส่ายหน้าดิก ทำเอาลูกปัดไม้ที่ร้อยกับเส้นผมกระทบกันดังกราว

“ของเยี่ยมไหม?” เขาเปลี่ยนเรื่อง ทำเอาหญิงสาวตาลุกวาว

“ถามแปลก! เอาซี่” เธอตอบก่อนจะชะโงกตัวไปมองของที่อีกฝ่ายหิ้วมา “อะไรล่ะน่ะ?”

เพราะกลัวคนเจ็บจะชะโงกลงมาจนตกเตียง อีกฝ่ายจึงยอมเปิดฝากล่องโฟมที่หิ้วติดมือมาให้ดู และคาน่อนก็ได้หัวเราะอีกรอบเมื่อเห็นว่าข้างในบรรจุอะไรมาให้

“ปลาสดจากฟรอเซนไฮด์ธรรมชาติบายไอน์ไดร์ด! สมกับเป็นคุณหมีจริงๆเล้ย อุ๊บ ฮ่าๆ ขอบใจนะ”
“ว่าแต่ขำแล้วจะกินไหม”

เขาถามเสียงขุ่น แต่คาน่อนก็รู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้โกรธอย่างที่แสดงออกจริงๆหรอก “ก็อยากอยู่ แต่ตอนนี้ขอนอนก่อนล่ะ”

หญิงสาวบอกก่อนจะขยับตัวนอนลงพิงหมอน และแวร์ไฮบริดหนุ่มก็ทำตาโตอย่างแปลกใจ ปฏิเสธของกินเนี่ยนะ!? โลกจะแตก?? “อ้าว…..”

“เหนื่อย” เธอตอบก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “บอกตามตรง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หาย มันเหมือน…..นอนไม่หลับมานานน่ะ”

แม้จะขยายความให้ฟังเพิ่มอีกหน่อยหากเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงขมวดคิ้วอย่างงุนงง เธอก็เลยยกมือขึ้นจิ้มกลางหน้าผากเขาให้เสียเลย
“เอาไว้อีกสักวันสองวัน เรียงลำดับความคิดได้แล้วจะเล่าให้ฟัง โอเคมั้ยคะอาจารย์”

แวร์ไฮบริดหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้า

หญิงสาวบนเตียงยิ้มให้ ก่อนที่อีกสักพักเดียวก็จะหลับไป ท่าทางเหนื่อยอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆเสียด้วย

เขาลากเก้าอี้มานั่งที่ข้างเตียงพลางใช้สายตาสำรวจบาดแผลจางๆบนใบหน้าและที่แขนของอีกฝ่าย

“ถึงอย่างนั้นชั้นก็ว่าเธอไม่รักษาสัญญาอยู่ดีนะ คุณคาน่อน”



*******************************************



หลังจากวันนั้นไอน์ไดร์ดก็กลายเป็นแขกประจำที่ห้องพักของคาน่อน

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือหน่วยเสบียงผู้ได้รับมอบหมายจากคลาเวียร์ พี่ชายที่มักมีงานยุ่งเสมอคนนั้นที่ไหว้วานมาให้ช่วยดูแล ซึ่งเขาเองก็รับหน้าที่นี้อย่างเต็มใจเสมอมา


หากวันนี้อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิม เมื่อมีแขกที่คาดไม่ถึงผู้หนึ่งผู้หนึ่งเดินทางมาเยี่ยมเยียนหญิงสาวถึงโรงพยาบาล

การพูดคุยระหว่างทั้งคู่เงียบลง (หรืออันที่จริง ควรจะเรียกว่าการสนทนาฝ่ายเดียวของคาน่อนเสียมากกว่า ในเมื่อคู่สนทนาเอาแต่นั่งฟังสิ่งที่เธอเล่าอย่างเงียบๆ) เมื่อต่างคนต่างได้ยินเสียงประตูเปิด และหญิงสาวก็มีสีหน้าตกใจสุดขีดเมื่อเห็นผู้มาเยี่ยมคนถัดไป


หรือจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าเธอตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าพี่ชายเดินตาม ‘ใคร’ เข้ามาในห้อง










*******************************************

*ตัดจบอย่างเลวๆ*

_________________
#3023 Kanon Elegante, Wing Cdr.
Klavier Elegante, Merchant Guild
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
rparinFYZ
ฟอร์เมน
ฟอร์เมน
avatar

จำนวนข้อความ : 34
Join date : 02/11/2013
ที่อยู่ : No.7's cockpit

Player Information
Total Character(s): 2
Main: Air Force

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: [Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023   Tue Apr 01, 2014 12:25 am

ฟลัดอีเวนท์ไปข้างบนหมดแล้วค่ะ //พรากส์


ก่อนอื่นขอวิ่งมากรีดร้อง ตอนแรกแบ่งลงเป็นสามช่วงแล้วมัวแต่แก้ รู้ตัวอีกทีก็เที่ยงคืนเป๊ะ
กรี๊ดวิ่งไปแปะส่ง แล้วก็วิ่งกลับมา

แล้วก็กรี๊ดอีกรอบเพราะตัวอักษรเยอะเกินที่คอมเมนต์มันจะรับได้อีก แอ๊ //ร้องไห้






น้ำท่วมมหาสมุทรและเรือโหรงเหรงมาก  วางพล็อตแต่เขียนตามพล็อตไม่ได้(และไม่ทัน)ค่ะ

รูปกับเรื่องไม่ไปด้วยกันอีก (แถมสองรูปสุดท้ายนั่นปั่นไม่ทัน //พรากส์) //มาเผาเพิ่มตอนเช้า รู็สึกไม่ดีที่ปล่อยให้ขาว
คือตอนแรกเราติดปั่นอีเวนท์คอมมูอื่น ช่วงระหว่างรอเลยวางเนื้อเรื่องแล้วก็วาดรูปรอไว้เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา
พอมาใช้จริง ปรากฏว่าไอ้ที่วาดนี่ต้องวาดใหม่ครึ่งต่อครึ่ง ไอ้รูปคาน่อนในชุดต่างมิติที่วาดดองไว้ไม่ได้ใช้ซักกะอัน //วิ่งไปกรี๊ดแบบซุปเปอร์โซนิคแป๊ป //ทำได้เรอะ

ตัดจบแบบดื้อๆด้วย แบบว่าไม่สามารถแล้วค่า //หมอบกราบรอบทิศ



เดี๋ยวคอมเมนท์นี้ขอใช้พูดบ่นและขยายความเพิ่มเติมนะคะ




************************




เหตุการณ์ที่มิติเวทพาคาน่อนไปในที่นี้คือ สเปน ยุคล่าอาณานิคม เรากำหนดช่วงให้เป็นช่วงระหว่างปี1675-1690 ก่อนจะถึงยุคทองของโจรสลัดค่ะ

สถานที่ๆมิติเวทพาคาน่อนไปถึงเป็นที่แรกคือเรือสินค้า East Indiaman ชื่อ Essex ของอังกฤษ ที่ได้รับความเสียหายจากพายุหลงฤดูและชนกับเรือสลูปที่เป็นเรืออารักขาของตัวเองในพิกันทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติก  กะให้เป็นแถวเกาะMadeiraซึ่่งโรนัลด์จะเรียกว่าเกาะนอก


เรือ

Rosamund - HMS Rosamund แห่งราชนาวีอังกฤษ เรือใบฟรีเกตพร้อมปืนใหญ่28กระบอก เป็นเรือที่ดาวิดและโรนัลด์ชิงมาได้หลังจากเข้ารับการซ่อมบำรุงที่อู่Blackwall Yard ปัจจุบันโรซามุนด์เป็นหนึ่งในเรือไพรเวเทียร์ของสเปนที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ลำ แปลนตัวเรืออ้างอิงจากเรือสามลำ คือ SMS Novara ของออสเตรีย HMS Surprise ของอังกฤษ และเรือ HMS Surprise replica(ลำเดียวกับที่ใช้ถ่ายไพเรทฯเป็น HMS Providence) ทั้งสามลำเป็นเรือในยุคหลังจากเหตุการณ์ในอีเวนท์มาก (โนวาร่านี่กว่าหนึ่งศตวรรษทีเดียว) แต่หยิบยืมมาใช้เพราะหาแปลนเรือฟรีเกตส์ยุคศตวรรษที่17ไม่ได้เลยค่ะ
อันนี้เป็นแปลนเรือโนวาร่า http://www.uow.edu.au/~morgan/graphics/nov4.gif
ส่วนอันนี้เป็นแปลนเรือเซอร์ไพรส์ลำจริง  http://www.thedearsurprise.com/paintings-plans-diagrams-and-history-of-the-surprise/#prettyPhoto/0/

คืออธิบายเรื่อง HMS Surprise กับ HMS Surprise (replica)ก่อน
HMS Surprise นี่แต่เดิมเป็นเรือคอร์เว็ทท์ของฝรั่งเศส ชื่อ L’Unité ต่อมาถูกจับและถูกดัดแปลงให้เป็นเรือฟรีเกตของอังกฤษในชื่อ HMS Surprise (ต่อมาก็เหมือนจะมีการกบฏในเรือบ้างละ จะไปเข้ากับสเปนบ้างล่ะ อุ๊ย อะไรนะ คุ้นๆ? ไม่มั้ง)
ส่วน HMS Surprise (replica) ชื่อนางบอกว่านางเป็นเรพลิก้าของเซอไพร์ส แต่ต้นแบบที่ใช้อ้างอิงในการสร้างนางขึ้นมาคือ HMS Rose เรือนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประจำการชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ แล้วก็ถูกนำไปใช้ในการถ่ายหนังเรื่อง Master and  Commander และตั้งแต่นั้น ทุกคนก็เรียกนางว่า HMS Surprise (replica) ไม่มีใครเรียกนางว่า HMS Rose (replica) สักคน
จะว่าไปแล้วก็น่าสงสารแฮะ....




ส่วนชื่อโรซามุนด์ เป็นการเล่นคำค่ะ ซึ่งต้องเท้าความไปถึงตัวกัปตันโรนัลด์ "โรนี่" ยอร์ค นั่นล่ะค่ะ
ตรงนี้ขำๆถือเป็นtrivia fact ไปก็ได้ค่ะ:
 



Ship-of-the-line ไม่รู้จะหาคำแปลอย่างไรให้สั้นกระชับตรงความเลยยกมาทั้งคำดื้อๆค่ะ นิยามของชิปออฟเดอะไลน์ตาม http://kapitaennem0.wordpress.com/2013/08/18/shiptypes/ คือ "เรือที่ใช้ใน Line of Battle โดยยุทธวิธี Line of Battle คือการตั้งแถวเรือเพื่อรวมอำนาจการยิงไปในทิศทางเดียวกัน และการดำเนินกลยุทธจะเป็นการเลี้ยวตามกันทั้งแถวตามคำสั่งของเรือบัญชาการ"



เรือฟรีเกต - เรือใบชนิดฟรีเกต เรือรบขนาดเล็กชั้นรองจากชิปออฟเดอะไลน์ซึ่งเป็น battle ship เต็มรูปแบบ (อ้างอิงจากhttp://kapitaennem0.wordpress.com/2013/08/18/shiptypes/เช่นกัน) เรือฟรีเกตถือว่าเป็นเรือที่มักมีขนาดปานกลาง คล่องตัว เพราะมีต้นกำเนิดมาจากเรือในแถบเมดิเตอเรเนียน

จะว่าไป ในหน้าโจรสลัดของวิกิไทยให้คำศัพท์ว่าฟรีเกตมาด้วย  น่าสนใจตรงที่ว่าคนทำบทความนี้ไปเอาtermอันนี้มาจากไหนจริงๆแฮะ



เพรล่า เด เอสปันญ่า (Perla de España) เป็นชื่อเรือที่เราได้มาจาก List of Spanish sail frigates ที่ระบุว่าเรือลำนี้เป็นฟรีเกตไซส์กลางที่มีปืน40กระบอก แต่ว่าไม่ระบุปีที่เรือลำนี้ออกสู่ทะเล เราเลยหาที่มาที่ไปของมันไม่ได้ ก็เลยยืมชื่อมาใช้เสียเลย (เรือสเปนไม่ค่อยเหมือนกับเรืออังกฤษที่มักจะไม่ตั้งชื่อซ้ำเรือลำเดิม แต่ถ้าเป็นกองทัพเรืออังกฤษจะมีเรือชื่อซ้ำๆกันไปหมด ต้องดูบันทึกตามชนิดของเรือและปีที่ออกสู่ทะเล)

ซึ่ง....เพิ่งจะมาเจอในเว็บนี้http://koti.mbnet.fi/felipe/html/frigates_1713-1854.htmlทีหลังว่ากว่ายัยไข่มุกแห่งสเปนลำนี้จะออกทะเลมันก็ปาเข้าไปช่วงยุคทองปี1716เข้าไปแล้ว
ซึ่ง....กว่าจะรู้ก็เขียนเสร็จไปแล้ว น่าจะแก้ไม่ทันแล้ว ปัดธ่อ...... o[===[



อ้อ แล้วก็เรือสินค้าของอีสอินเดียแมน
อันนี้เป็นแปลนเรือที่อ้างอิงเป็นต้นแบบค่ะ http://maritimeasia.ws/maritimelanka/topics/hullspace.html




อื่นๆที่เกี่ยวกับเรือ


เสา ธง ส่วนประกอบต่างๆของเรือที่กว่าจะได้มาเป็นเรือใบลำหนึ่ง มันเยอะมาก แล้วก็เป็นรายละเอียดที่อ่านไม่เข้าใจที่สุดเลยค่ะ

เรือที่พูดถึงในเรื่อง ทั้งชิปออฟเดอะไลน์ และฟรีเกต คิดว่าจะนับเป็นเรือประเภท Full-rigged ship
คำนี้ในพจนานุกรมออนไลน์ของกองทัพเรือ http://www.navy.mi.th/staff65/navyterm.php?idno=1494&word=full ให้คำจำกัดความว่า "เรือติดใบเต็มอัตรา" แต่ในคำอธิบายระบุว่าเป็นเรือใบสามเสา (โรซามุนด์มีสาม แต่ชิฟออฟเดอะไลน์ในเรื่องมีถึงห้า) ตอนแรกก็เลยไม่แน่ใจว่าจะนับชิฟออฟเดอะไลน์เป็นfull-riggedได้ไหม จนมาเจอคำอธิบาย(ที่ช่วยได้หลายเรื่องมาในการทำความเข้าใจระบบใบของเรือใบ)จากเว็บนี้ http://legomaritimelover.wordpress.com/2010/04/20/ships-main-component/ ก็เลย อ๋อ ถ้าห้าเสาก็ระบุไปข้างหน้าว่าห้าเสานะ อืม อืม


ใบเรือ และระบบการเรียกใบเรือ อ้างอิงจากพจนานุกรมออนไลน์ของกองทัพเรือเช่นกัน


รูปเรือที่อยู่ในเว็บอ้างอิงก่อนหน้า หยิบมาแปะเพื่อจะต้องไม่เปิดไปเปิดมาค่ะ

อ้างอิงจาก :

จากพจนานุกรมออนไลน์ของกองทัพเรือ http://www.navy.mi.th/staff65/navyterm.php?idno=2841&word=sail%20nomenclature

ระบบการเรียกชื่อใบเรือ

ในเรือที่ติดใบเต็มที่ ใบเรือตั้งแต่โคนเสาถึงยอดเสาแต่ละเสา มีชื่อดังต่อไปนี้ เสาหน้า (foremast) มีใบหลักหน้าสุด หรือใบพรวนหน้า อันล่าง (foresail หรือ fore course) ใบบนเสาหน้า (fore topsail) ใบพรวนใบบนเสาหน้า (fore topgallant) ใบพรวนบนสุดเสาหน้า (fore royal) ใบเหนือพรวนบนสุดเสาหน้า (fore skysail) เสาใหญ่ (mainmast) มีใบหลักเสาใหญ่ (mainsail หรือ main course) ใบบนใบหลักเสาใหญ่ (main topsail) ใบพรวนใบบนเสาใหญ่ (main topgallant) ใบพรวนบนสุดเสาใหญ่ (main royal) ใบเหนือพรวนบนสุดเสาใหญ่ (main skysail) เสาท้าย (mizzenmast) มีใบ สแปงเกอร์ (spanker) ซึ่งหมายถึง ใบขึงตามลำเรือกับเสาก๊าฟและบูม ใบบนเสาท้าย (mizzen topsail) ใบพรวนใบบนเสาท้าย (mizzen topgallant) ใบพรวนบนสุดเสาท้าย (mizzen royal) ใบเหนือพรวนบนสุดเสาท้าย (mizzen skysail) ข้อควรสังเกต ไม่มีใบหลักเสาท้ายเนื่องจากถูกแทนที่ด้วยใบสแปงเกอร์ ตามศัพท์ชาวเรือ topsail (ใบบนเสาหน้า) ออกเสียง ทอปเซิล topgallant (ใบพรวนใบบนเสาหน้า) ออกเสียง เทอะกาแลนท์ skysail (ใบเหนือพรวนบนสุด) ออกเสียง สกายเซิล ใบพรวนบนสุด (royal) เป็นที่รู้จักกันปลายศตวรรษที่ 18 (เรือรบฝ่ายปฏิวัติอเมริกาไม่ติดใบประเภทนี้เลย) และใบเหนือพรวนบนสุด (skysail) เป็นที่รู้จักกันในกลางศตวรรษที่ 19 พร้อมกับเรือใบคลิปเปอร์เสาสูง (tallmasted clipper) ในเวลาเดียวกัน ใบบน (topsail) ก็มีขนาดใหญ่มากขึ้นจนกระทั่งลูกเรือพาณิชย์ไม่สามารถกางและเก็บใบได้อย่างดี จึงแบ่งออกเป็นใบบนตอนบน (upper topsail) และใบบนตอนล่าง (lower topsail) ส่วนใบยิบ (jib) ติดอยู่ระหว่างเสาหน้า (foremast) กับคานชี้ (bowsprit) ใบเพลาทแยง (spritsail) ติดบนพรวนเล็กใต้คานชี้ แต่เลิกใช้ไปเนื่องจากเก็บและกางยากมาก



ธงประจำเรือ

ธงประจำเรือของโรซามุนด์เป็นรูปหัวกะโหลกสีขาวและมีตรากุหลาบขาวที่ตาซ้าย เรียกชื่อกันง่ายๆว่าธงไวท์โรส

นอกจากนี้โรซามุนด์ยังมือธงอีกผืนหนึ่งที่ติดไว้เป็นประจำ นั่นคือธงกางเขนแห่งเบอร์กันดี (Cross of Burgundy flag) ธงแห่งความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิสเปน ซึ่งเป็นธงที่เรือของสเปนจะใช้กันทั่วไป ทั้งเรือพ่อค้า เรือโจรสลัด บางครั้งเรือทหารก็เช่นกัน ดูเหมือนว่าในปัจจุบันยังคงมีการใช้ธงนี้อยู่ในหลายที่ของภาคพื้นยุโรป

ธงแกลลีย์สามแถบ http://www.crwflags.com/fotw/flags/es1520es.html
และธงแกลลีย์สามแถบติดตราอินทรีดำ http://www.crwflags.com/fotw/flags/es1520am.html
คำเรียกในภาษาไทยเป็นคำที่เราคิดมาเรียกเอง โดยอ้างอิงจากธงในบันทึกตามทั้งสองหน้าเว็บไซต์ด้านบนค่ะ




เมืองและสถานที่

บีโก้ - Vigo เมืองท่าริมอ่าวบีโก้ ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีจำนวนคนอาศัยลำดับต้นๆของสเปนก็ว่าได้

ที่เลือกเมืองนี้เพราะ 1 เป็นเมืองในอ่าว อยู่ริมอ่าว
และ 2 เซอร์ฟรานซิส เดรค หนึ่งในราชาโจรสลัด นักสำรวจ กัปตันเรือผู้โด่งดังที่สุดเคยบุกเข้ายึดเมืองนี้น่ะสิ แหม มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างแหละน่า

แล้วก็ แล้วก็...คือเราอยากบอกว่าชอบหลายจุดในเมืองนี้มาก แนะนำให้ CLICK ตรงนี้ แล้วไปเดินเทียวกับกูเกื้ลสตริทวิวกันค่ะ

//คือเป็นหน้าม้าที่ไม่ได้ค่าจ้างอะ เออ


ซาน เซียโอ้ - เมืองซาน เซียโอ้ เด อันคอราโดส (San Xiao de Ancorados) เป็นชื่อเดิมของเมืองมารีน Marín ปัจจุบันเมืองนี้เป็นหนึ่งในฐานทัพเรือและศูนย์ฝึกอบรมของกองทัพเรือสเปนค่ะ


แผนที่สองอันที่ใช้ตอนหาพิกัดในเรื่องแรกๆ
http://www.bergbook.com/images/19604-01.jpg
http://www.bergbook.com/images/24545-01.jpg
คือชอบ เว็บนี้แผนที่เยอะดี http://www.bergbook.com/htdocs/Spain.htm




อัสตูเรียส เผื่อใครอยากรู้เรื่องแคว้นนี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Principality_of_Asturias#History





อาวุธ

ดาบที่พวกลูกเรือใช้ส่วนมากเป็นดาบใบกว้างๆ รูปร่างมาตรฐานแบบที่มักเห็นในหนังโจรสลัดนั่นแล --- นึกตั้งนานว่าเรีกว่าอะไร เขาเรียกคัทลาส (มานึกออกตอนส่งไปแล้วโถ้ว)

จะมีบางคนที่ใช้เซเบอร์(หรือจะเรียกว่าเซเบรดีบ้างแบบดาบิด ก็มี

ส่วนโรนัลด์ โอเดล รวมไปถึงคาน่อน(ที่ยึดดาบมาจากคุณคนไม่ทราบชื่อคนนั้น.....)นี่ใช้เรเปียร์ คือ....ช่วงวางพล็อตเราโหลด Black Sails มาดู (เป็นซีรี่ย์เกี่ยวกับโจรสลัดในยุคทองพอดีเถอะ) คือแบบชอบที่กัปตันฟลินท์แล้วก็พวกลูกเรือสะพายเข็มขัดดาบเส้นใหญ่ๆแล้วก็ใส่เรเปียร์ลงไป คือเท่ ,,= =,, เลิฟเลยทีเดียว ดังนั้นสามคนนี้(และคุณผู้การเรือสเปนในบทตัวประกอบที่ขี้เกียจคิดชื่อให้)จึงได้ใช้เรเปียร์กันไปตามระเบียบ





อื่นๆ


หนังสือที่คาน่อนเปิดมาดูเล่นตอนที่โรนี่กลับมาถึงบ้านคือ Leviathan ฉบับพิมพ์ปี1651 ของ Sir Thomas Hobbes http://www.baumanrarebooks.com/rare-books/hobbes-thomas/leviathan/85254.aspx สำหรับอันนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่ารู้สึกว่า"เหมาะ"กับคนอย่างโรนี่ดีเท่านั้นเอง (ส่วนคาน่อนเห็นว่ารูปที่ตัวเองนั่งจ้องอยู่นั่นมันโคตรตลก)


Age of sail เกี่ยวกับยุคสมัยแห่งการสำรวจ การค้า และโจรสลัด ถ้ามีเวลาว่างอ่านเล่นๆก็เพลินดี http://ageofsail.wordpress.com/
//แต่เค้าไม่มี   //งอแง




เดี๋ยวถ้านึกออกว่ามีตรงไหนควรอธิบายเพิ่มแล้วจะมาอัพเดทอีกทีนะ  bounce

_________________
#3023 Kanon Elegante, Wing Cdr.
Klavier Elegante, Merchant Guild
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
[Main Quest] Saving Oneself : Another World #3023
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
 :: Quest,Event Zone :: Main Quest-
ไปที่: